วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 3/13 (3)


พระอาจารย์
3/13 (540122A)
22 มกราคม 2554
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 3/13  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  ก็เรียกว่าธรรมย่อมคุ้มครองเอง เพราะไม่มีอะไรไม่เป็นธรรม...เป็นธรรมหมด 

แต่ทุกวันนี้พวกเราว่า “ไม่เป็นธรรมเลย ไม่ยุติธรรมเลย ไม่เห็นอย่างที่เราต้องการเลย ไม่เป็นอย่างที่เราอยากได้เลย มันไม่เป็นธรรมนี่”

ไม่เป็นธรรมยังไง ... ทุกอย่างเป็นธรรม ที่ปรากฏอยู่แล้ว เกิดเอง ตั้งเอง ดับเอง ...แต่ใจมันไม่เป็นธรรม ไม่ยอมรับธรรมที่ปรากฏ นั่นต่างหากที่ไปบอกว่ามันไม่เป็นธรรมเลย 

“ทำไมถึงอย่างนี้ ทำไมถึงยังเป็นอย่างนั้น ทำไมเหตุการณ์ต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงมาตัดสินอย่างนั้น ทำไมมาพูดว่าอย่างนี้ ไม่เป็นธรรมต่อเราเลย” ...ทั้งๆ ที่ว่ามันเป็นธรรมที่แสดงให้เห็นอยู่แล้ว

กลับมาสังเกต แยบคาย ...แล้วจะเห็นทุกอย่างเป็นธรรมที่ปรากฏเท่านั้น ไม่มีอะไรนอกเหนือจากธรรมนี้ ...นี่จึงมีชีวิตอยู่เพื่อธรรมและเป็นธรรมเท่านั้น 

จิตก็อยู่ในภาวะที่เรียกว่า ทรงในอาการปกติธรรมดา ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่ไปไม่มา ไม่มีไม่เป็น อยู่ตรงเนี้ย แล้วก็ผ่านไปๆ ใครจะมากก็ได้ ใครจะน้อยก็ได้ เป็นเรื่องของอาการที่ปรากฏ ทุกอย่างเป็นธรรมอยู่แล้ว

ธรรมคืออะไร ...ธรรมคือไตรลักษณ์ คือธรรมชาติ คือกฎของธรรมชาติ มันเป็นอย่างนี้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ...นี่ เข้าใจ ใจมันเข้าใจอย่างนั้นแล้วนี่ มันก็อยู่เย็นเป็นสุข 

ไม่ได้อยู่ร้อน กินร้อน นอนร้อน เป็นทุกข์ กังวล ดิ้นรน กระเสือกกระสน ขวนขวาย กระวนกระวาย กลัว รับได้ รับไม่ได้ อะไรพวกนี้

เมื่อเกิดอาการที่รับได้-รับไม่ได้ ก็ต้องแยบคายลงไป ดูลงไป...ทำไมมันถึงรับไม่ได้ ทั้งที่มันเป็นแค่ความเห็นแค่นั้น ...ขันธ์ไม่เคยให้คุณให้โทษอะไรหรอก  มันเป็นแค่อาการหนึ่งที่ปรากฏเท่านั้น 

อยู่ที่เราเข้าไปจับต้องมันต่างหาก ...เราเข้าไปถือครองด้วยความเห็นผิด เข้าไปแบก เอามาเป็นเรื่องเป็นราวของเราเท่านั้นเอง ...มันหนักอยู่ตรงนั้นนะ 

ตัวภาวะขันธ์ไม่ได้หนัก ...แต่มันหนักตรงที่เราไปแบก ไปถือ ไปหวงแหน ไปรักษา ไปจับจอง เข้าไปหมาย เข้าไปมั่น ไปถือเอา

เมื่อแยบคายอย่างนี้แล้ว มันก็จะเข้าไปละความเห็นผิดเหล่านั้น ความเชื่อเช่นนั้น ให้มันจางคลายน้อยลง จนถึงดับไป และระวังไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก 

นั่นแหละ ปัญญามันจะเข้าไปรักษาจิตอย่างนั้น เพื่อให้เกิดความเห็นตรงขึ้นๆๆ ...จิตมันก็จะเป็นอิสระ ใจดวงนี้ก็จะเป็นอิสระในการรับรู้...ก็รับรู้แบบตรงๆ

ก็แค่มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ แล้วก็รู้เฉยๆ ด้วยความเป็นปกติ ความเป็นธรรมดาก็ปรากฏขึ้น ผลก็ปรากฏขึ้นในปัจจุบันก็คือเป็นอิสระ ต่างอันต่างเป็นอิสระ 

ขันธ์ก็เป็นอิสระในการเกิด ในการตั้งอยู่ และในการดับไปเอง ...ใจก็รับรู้ด้วยความเป็นอิสระ คือรู้เฉยๆ ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย กระเสือกกระสน กระสับกระส่ายใดๆ ทั้งสิ้น 

นี่ ต่างอันต่างจริง แสดงความเป็นจริงทั้งสองฝ่าย ...ถ้าอยู่ในอาการนี้ได้สม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ต้องถามเลยว่าทุกข์จะเกิดขึ้นได้มั้ย ...ไม่มีทาง 

ไม่มีทุกข์เลย ...ทุกข์มีอยู่อย่างเดียวก็คือไอ้อาการที่มันขึ้นๆ ลงๆ ของมันเองน่ะแหละ นั่นแหละคือทุกข์ ทุกขัง อริยสัจจัง ทั้งโลกนี่มีแต่ทุกขัง อริยสัจจัง ...แต่ไม่มี...ทั้งโลกนี่ไม่มีทุกข์อุปาทานเลย 

ทั้งโลกนี่มีเหลือแค่ทุกขัง อริยสัจจัง คือทุกข์เป็นสัจจะ คืออาการทุกอาการที่ปรากฏขึ้น นั่นแหละ ทุกขัง อริยสัจจัง ....เป็นทุกข์ทั้งสิ้นในตัวของมันเอง ในการปรากฏขึ้น

ถ้าปรากฏขึ้นน่ะ ไม่ว่าอะไร จะรู้สึกมีทุกข์ เราให้ค่าว่าเป็นทุกข์หรือเป็นสุขก็ตาม อาการที่ปรากฏทุกอาการ นั่นแหละทุกขัง อริยสัจจัง มันเป็นทุกข์อยู่แล้ว

เพราะเมื่อมันปรากฏขึ้น ความคงอยู่ของอาการนั้น มันคงอยู่ไม่ได้ ...นั่นน่ะท่านเรียกว่า มันเป็นทุกข์ในตัวของมันเอง 

ไม่มีใครไปทำให้มันทุกข์ด้วย มันทุกข์โดยตัวของมันเอง ...เพราะมันจะต้องแปรปรวน เพราะมันถูกบีบคั้นในตัวของมันเองที่จะต้องดับไป

มีอะไรไม่ดับ...ไม่มี ในสามโลกธาตุนี้...ไม่มี เพราะนั้นสภาวะธาตุหนึ่งที่ปรากฏ ใจรับรู้ สภาวธรรมหนึ่งที่เป็นนามที่ปรากฏ ใจเข้าไปรับรู้...ไม่มีอะไรไม่ดับ นี่คือภาวะของ ทุกขัง อริยสัจจัง

ยอมรับให้ได้ และให้เห็นว่ามันเป็นทุกข์ในตัวของมันเองอย่างนี้ แล้วเราไม่เข้าไปหมายมั่นในมัน ว่าดี ว่าร้าย ว่าต้องอยู่นะ ต้องดับนะ อันนี้ต่างหากคือทุกข์อุปาทาน อย่าให้มีตัวนี้ ให้เท่าทัน

สุดท้ายก็จะเห็นความเป็นจริง แล้วก็ยอมรับความเป็นจริงได้มากขึ้นๆ ไปตามลำดับลำดา 

จนทุกอาการนี่ไม่สามารถทำให้ใจดวงนี้หวั่นไหว กระเพื่อม เคลื่อน ออกไปหมาย ในอดีตหรืออนาคตของสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนี้

นี่ถ้าภาษาพระเขาเรียกว่า เห็นไตรลักษณ์หมดทั่ว หมด จบโลกธาตุ  ไม่มีอะไรยืนอยู่นอกเหนือกฎของธรรมชาติ ไตรลักษณ์นี้เลย ...นี่ เรียกว่าปัญญาขั้นสูงสุด

แต่ขณะนี้ ดูสิ ตรวจสอบดูสิ ว่ามันทุกข์ยังไง มันยังทุกข์กับอะไร ทุกข์เพราะอะไร ดูไปเรื่อยๆ สังเกตดูด้วยความแยบคายให้เห็น ...มันทุกข์เพราะมันไม่ยอมรับความจริงที่ปรากฏตรงนี้ 

เพราะมันมีใจอีกดวงนึงที่แยกออกไปเลือกว่า มันน่าจะเป็นอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ ...นี่ต่างหากคือทุกข์อุปาทาน ไม่ยอมเชื่อ มันดื้อ มันอวดดี มันโง่ มันไม่รู้ แต่มันคิดว่ามันรู้

ก็ต้องดัดสันดานมัน ต้องอบรมมัน ด้วยการที่ว่าไม่เชื่อมัน ไม่ตามมันออกไป ในอดีต ในอนาคต 

ถ้าตามมันออกไป พอมันบอกว่า ไม่ยอมรับอาการนี้ จะต้องอย่างนี้นะ  ถ้าไม่ทันซะตั้งแต่ว่า “ต้องอย่างนี้เท่านั้นนะ”  ถ้าปล่อยให้มันต้องอย่างนี้เท่านั้น ปั๊บ มันจะไปสร้างภพรอด้วยการปรุงแต่ง คำนึง คิด

เมื่อยิ่งคิดเข้าไปนี่ มันก็ไปสร้างความเสมือนจริงของภพข้างหน้าไว้รองรับนี่ ให้น่าเหมือน น่าใช่ เป็นรูปลักษณ์ตัวตน เป็นรูปร่าง เป็นที่อยู่ที่อาศัย ที่ต้องได้ ให้ได้ แข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อย 

มันยิ่งบีบคั้น กด หนัก ทับใจในปัจจุบัน ให้เป็นทุกข์มากขึ้นๆ ...ทั้งๆ ที่ว่า เหตุจริงๆ น่ะ มันไม่ก่อให้เกิดทุกข์ใดๆ ทั้งสิ้นเลย มันเป็นทุกข์ในตัวของมันเอง ตรงๆ อยู่แล้ว มีอยู่แค่ทุกขัง อริยสัจจัง

แต่ใจดวงนี้ที่ไม่รู้จริง ไม่เห็นจริง มันเพ้อฝัน มันเพ้อเจ้อ ...มันก็เลยไปเกาะเกี่ยว หาทุกข์ใส่ตัวเองมันน่ะแหละ

เขาด่าเรา เขาพูดแรงๆ มากระทบปุ๊บนี่ อาการที่ปรากฏคือ ทุกขัง อริยสัจจัง คือเสียงปรากฏแล้วกระทบหูปัง มันก็ดับในตัวของมันขณะนั้น ...แต่ทำไมยังอึดอัด คับข้อง เดือดเนื้อร้อนใจ 

อันนี้ไปสังเกตเอาเอง ไปแยบคายดู ว่าทุกข์จริงๆ น่ะมันดับไปแล้ว ตั้งแต่เสียงกระทบหู ปั้บๆๆๆ ดับ นี่ ทุกขัง อริยสัจจัง ดับ ...แต่ทำไมยังเดือดเนื้อร้อนใจ มันอึดอัดคับข้อง สังเกตดู

เพราะคิด เพราะไม่พอใจ เพราะยังจำได้ว่าเขายังด่าอยู่ เพราะไม่ยอม เพราะความรู้สึก เพราะความคาดหมาย พวกนี้ มันมาก่อให้เกิดเป็นทุกข์อุปาทานอย่างไร 

ไปแยบคาย แยกออกจนเห็นว่าในความเป็นจริงมันไม่น่าจะเกิดทุกข์พวกนี้ได้เลยนะ...ถ้าเรารู้เฉยๆ แล้วก็...เออ ก็แค่นั้นแหละ ปั๊บ มันก็ผ่านไป จบ ในขณะเดียวกันที่รับรู้เสียง

แล้วทุกอย่างก็กลับคืนเข้าสู่ความเงียบ ถ้าอยู่ด้วยความเงียบ อยู่กับความเงียบตรงนั้นน่ะ ไม่เห็นมีอะไรเลยๆ  (หัวเราะ) ...แล้วทุกข์มันยังมาตามหลอกหลอนได้ตรงไหน

หูย แต่ไอ้ทุกข์ตรงนี้มันหลอกหลอนได้ข้ามภพข้ามชาติเลยนะ ด้วยความฝัง ฝังแน่นลงในผืนดิน จารึกลงบัญชีหนังหมาในใจเลยน่ะ ด้วยความจดจำได้ 

หมายมั่นในความจำได้ แล้วเป็นตุเป็นตะ เป็นจริงเป็นจังว่ามันยังคงอยู่ มันยังด่าเราอยู่ ทุกวันนี้มันก็ยังด่าอยู่ มันเชื่ออย่างนั้น ...ทุกข์มันก็ตามข้ามภพข้ามชาติ เผาไหม้ใจข้ามภพข้ามชาติ อยู่ภายใน

แยบคายลงไป สังเกตให้เห็นเหตุที่ให้เกิดทุกข์ที่แท้จริงคืออะไร เพราะเสียงหรือ หรือเพราะอะไร 

เมื่อเห็นเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงแล้วน่ะ มันจึงจะเข้าใจ แล้วก็ปลดเงื่อนหรือภาระ หรือโซ่พันธนาการแห่งทุกข์อุปาทานนั้นได้ ตามลำดับ

ต่อไป เคยทุกข์ข้ามเดือน ก็จะเหลือเดือนนึง แล้วก็เหลือเป็นอาทิตย์ แล้วก็เหลือเป็นวัน แล้วก็เหลือเป็นชั่วโมง นาที วินาที จนเหลือแค่ขณะนั้น...ก็ พั่บ...ดับ 

หมดจด เหมือนน้ำกลิ้นบนใบบัวเลย ไม่มากระทบกระเทือนถึงใจ เพราะมันเท่าทัน รู้เหตุให้เกิดทุกข์ทุกอาการ  สุดท้ายก็เหนือ...เหนือทุกข์อุปาทาน ใจดวงนี้ไม่สามารถจะออกไปก่อเป็นทุกข์อุปาทานได้อีก

มันก็เหลืออย่างเดียว ที่ทุกข์ที่ไม่สามารถแก้ได้ ละได้ ดับได้ คือทุกขสัจ ทุกขอริยสัจ ...มีชีวิตอยู่ด้วยการรับรู้ หรือว่ามีทุกข์ก็รู้ทุกข์ เป็นธรรมดา 

มีหูก็ได้ยิน มีตาก็เห็น มีจมูกก็ได้กลิ่น มีลิ้นก็ลิ้มรสไป มีกายก็เย็นร้อนอ่อนแข็งไป นี่ ก็ยอมรับกับทุกขสัจ

ตอนนี้เดินเหินได้แข็งแรง ก็ยอมรับ ต่อไปๆ เดินเหินก็เริ่มไม่แข็งแรง ติดๆ ขัดๆ ก็ยอมรับในทุกขสัจ ต่อไปบอกให้ยกมือ มันก็ไม่ยอมยก ก็ยอมรับ ต่อไปบอกให้ขามันเดิน มันก็เดินไม่ได้ ก็ยอมรับ ทุกขสัจ 

นี่อาการ ยอมรับในทุกอาการ ...เมื่อยอมรับในทุกอาการแล้ว มันไม่ไปหมายว่า ต้องได้นะ ต้องดีตลอดนะ  ต้องไม่เสื่อมนะ ต้องไม่แปรปรวนนะ...ไม่มี มันเข้าใจ

เท่าทันอาการปัจจุบันของขันธ์ แยบคายลงไปในสภาวะขันธ์ที่ปรากฏ ไม่ต้องคิด ดูไป น้อมลงไป ให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ เห็นความไม่คงอยู่ เห็นความไม่มีรูปพรรณสัณฐานของมัน

ดูง่ายๆ น่ะ ดูกาย กายวิญญาณ หรือกายเวทนา เย็นร้อนอ่อนแข็ง ความปวด ความเมื่อย ความไหว ความนิ่ง มันเป็นชายเป็นหญิง เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคลยังไง 

ดูกี่ครั้งๆ ดูกี่ทีๆ ไม่เห็นว่ามันเป็นอะไรสักอย่าง...อาการทางกายมันชัด เริ่มต้นจากกายนั่นแหละ ง่ายดี จากนั้นไป เรื่องของนาม 

เรื่องของความคิดความจำ ก็ให้เห็นว่ามันเป็นแค่ความคิดกับความจำ มันไม่เป็นอะไรหรอก มันเป็นแค่ความคิดก็ความคิด ความจำก็คือแค่ความจำ 

มันเป็นอะไร มันเป็นเราตรงไหน ของเรายังไง มันมีสัญลักษณ์ signal , sign อันไหนบอกว่าเป็นเรา ในความคิดน่ะ ...มันก็จะไปแยบคายอย่างนี้เข้าไปเรื่อยๆ 

จนดูไปเรื่อย เห็นขันธ์ไปเรื่อย สังเกตไปเรื่อย ตรวจสอบไปเรื่อย หา “เรา” ในขันธ์น่ะไม่เจอเลย ...มันไม่บอกสักแอะนึงว่าเป็น “เรา” มันไม่บอกสักแอะเลย ว่ามันเป็นสมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง  

มันเป็นแค่อาการที่ปรากฏของมัน ด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ของเหตุปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น มันไม่ได้ผูกตายขายขาดความเป็นตัวเป็นตนของมัน

ต่อไปมันก็จะเห็นขันธ์ห้าเหมือนกับลูกไฟในอากาศ วูบๆ วาบๆ แค่นั้นเอง เป็นอะไร ...มันไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น เป็นแค่สภาวะธาตุหนึ่ง เป็นแค่สภาวธรรมหนึ่ง

เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้ว มันจะไม่เห็นเลยน่ะว่าที่นั่งกันอยู่นี่ มันจะมีความแตกต่างกันตรงไหน ...เพราะนั้นที่มันเห็นแตกต่างกันนี่ มันเห็นแค่ภาพ ลูกตามันเห็นเท่านั้นเอง 

แต่ในความเป็นจริง มันก็เป็นแค่อาการเกิด-ดับ สลับต่อเนื่อง 

ถ้ามองไม่ออกว่ารูป นี่คือรูปยังไง ก็หลับตา เห็นมั้ย ไม่มีรูป...รูปดับ ...เพราะนั้นไอ้ที่เราเห็นมันเป็นแค่ภาพสะท้อนของแสงกระทบเทหวัตถุเท่านั้นเอง


(ต่อแทร็ก 3/14)



แทร็ก 3/13 (2)


พระอาจารย์
3/13 (540122A)
22 มกราคม 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 3/13  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  นี่ เริ่มเรียนรู้หรือว่าฝึกอบรมจิต ...การอบรมจิตให้เห็น ให้เกิดปัญญา เป็นการเจริญสติอบรมจิตให้เกิดปัญญา 

ให้เห็นขันธ์ตามความเป็นจริง ว่าขันธ์นี้มันแปรเปลี่ยนอย่างไร มันคงที่มั้ย มีใครเป็นเจ้าของมันมั้ย ...เวลาลมเย็นมากระทบ บอกให้มันไม่เย็นได้มั้ย มันฟังมั้ย ...มันไม่ฟังนะ 

มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มากระทบมันต่างหาก มันไม่ได้ขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง นะ ...กายจึงไม่ได้เป็นทรัพย์สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง

น้อมให้เห็นอย่างนี้เรียกว่าปัญญา สติก็ก่อให้เกิดปัญญาขึ้นมา เห็น เริ่มเห็นขันธ์...ในเบื้องต้นคือกาย ตามความเป็นจริง มากขึ้นๆ

ดูให้ต่อเนื่อง สังเกตให้ต่อเนื่อง สติให้ต่อเนื่องจนเป็นสัมปชัญญะ จนเห็นว่ากายนี้ ไม่เป็นกายอย่างที่เราเข้าใจเลย มันเป็นแค่ความรู้สึกตัว เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จรไปจรมา

ดูไปดูมาจะเห็นกายเหมือนอะไร เห็นกายเหมือนจุดไฟแช็กน่ะ ไฟแช็กที่จุดขีดขึ้น ประกายไฟแพล่บๆๆๆ ในความมืด ...เนี่ย กายมันเป็นแค่นั้นเอง ความรู้สึกของกายจริงๆ น่ะ 

มันไม่ใช่กายอย่างที่เราเห็น ...ไอ้อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นรูปภาพ เป็นรูป  เนี่ย ตาที่เรามองเห็น แล้วเป็นวัตถุ เป็นทรวดทรง เป็นสีสัน พวกนี้เป็นรูป...เป็นรูปของกายเท่านั้นเอง ...แต่ไม่ใช่กายจริงๆ

กายจริงๆ มันอยู่ตรงที่รู้สึกตัวตรงนั้น ตรงรู้สึกตัวเป็นกายวิญญาณน่ะ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง เหยียด ยาว คู้ กระเพื่อม กระเทือน กระทบ กระแทก นิ่ง อ่อน หนา ไหว หาความเป็นชายเป็นหญิงไม่ได้

แต่ถ้าดูที่รูปปุ๊บ มันจะมีสมมุติสัญญาเข้ามาประกอบ ทำให้เกิดความหลงผิดไป เชื่อไปตามสัญญาอารมณ์ เชื่อไปตามความคิดความเห็น

เพราะนั้น ในลักษณะที่มันเกิดขึ้นมาว่า เป็นลักษณะนั่งนอนยืนเดิน เป็นชายเป็นหญิง ก็ให้รู้ว่า อ๋อ เป็นแค่ความคิดหนึ่ง สัญญาหนึ่งปรากฏ หรือว่าเป็นนามธรรมที่มาปรากฏขึ้น 

ก็เป็นอีกขันธ์หนึ่งแล้วที่ปรากฏ เรียกว่านามขันธ์ นี่ในส่วนของนามขันธ์ปรากฏ เพราะขันธ์ห้านี่มันไม่ใช่แค่กาย มันมีอีกสี่...ที่เป็นนาม 

คือความปรุงแต่ง สัญญาความจำ แล้วก็ความรู้สึกยินดียินร้าย สุข ทุกข์ มาประกอบกัน มาประกอบกับกาย มาประกอบกับเสียง มาประกอบกับรูป มาประกอบกับกลิ่น มาประกอบกับรส

พยายามดู สังเกต ด้วยความแยบคาย ให้เท่าทัน อาการที่มันสลับไปมา ระหว่างรูปธรรม รูปขันธ์ นามขันธ์ มันก็จะจำแนกขันธ์นี่ออกเป็นส่วนๆๆๆ สลับกัน 

สลับไปสลับมา สลับๆๆ สลับอยู่อย่างนี้ ...เดี๋ยวเป็นรูปขันธ์บ้าง เดี๋ยวเป็นนามขันธ์บ้าง เดี๋ยวเป็นเวทนาขันธ์ เดี๋ยวเป็นสัญญาขันธ์ อยู่อย่างนี้

การที่มาตรวจสอบสังเกตอาการที่ปรากฏในขณะปัจจุบัน เท่าทันมัน แยบคายกับมันนี่ ก็จะเห็นขันธ์แสดงความเป็นไตรลักษณ์อยู่ตลอดเวลา ...ขันธ์นี่ไม่เคยปิดบังความเป็นไตรลักษณ์เลย เขาแสดงตลอด

แต่เราดูไม่ตลอด สติเราไม่ดูตลอด ...ดูได้เป็นชิ้นๆ เป็นครั้งๆ คราวๆ ขณะหนึ่งแล้วก็หาย หายไปกับความหลง หลงคือไม่รู้ ...หายไปเลย 

หายไปในความคิดความจำบ้าง หายไปในอดีตอนาคตบ้าง หายไปกับเรื่องราวของบุคคลคนนั้นคนนี้บ้าง หายไปกับความคิดในอดีต-อนาคต ตัวเราในอดีต-อนาคต 

มันจะหายไปหมด ไม่มาเกิดความแยบคายขันธ์ในปัจจุบัน ... เพราะนั้นเมื่อหายไปก็ต้องกลับมา สติระลึกรู้แล้วก็กลับมา ว่าเดี๋ยวนี้ขณะนี้ขันธ์ไหนปรากฏเด่นชัดขึ้นมา 

ที่กายเหรอ ที่ความคิดเหรอ ที่ความรู้สึกเหรอ ดูมันลงไป หรือที่อายตนะ นี่ ให้มันมารู้ตรงปัจจุบัน ตรงที่มันปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ...แล้วก็แยบคายในสิ่งที่ถูกรู้นั้นๆ ว่ามันเป็นอะไร 

มันเป็นแค่ภาพ มันเป็นแค่เสียง แล้วก็รู้  มันเป็นแค่ความรู้สึกแล้วก็รู้ มันเป็นแค่ความรู้สึกทางกายแล้วก็รู้ ...เนี่ย อยู่อย่างนี้ ให้มันเห็นเป็นส่วนๆๆๆ ของมัน

ใจมันก็จะเกิดความแยบคาย หรือว่าปัญญา ว่ามันเป็นอย่างนี้  ความเป็นจริงของขันธ์มันเป็นอย่างนี้ ...มันเป็นแค่ปรากฏการณ์หนึ่ง 

เดี๋ยวคิด...เดี๋ยวจำๆๆๆ เดี๋ยวสุข...เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวคิด เดี๋ยวจำ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเย็น เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวอ่อน เดี๋ยวแข็ง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์

แน่ะ เห็นมั้ย เห็นขันธ์ที่มันเปลี่ยน สลับๆๆ ...เหมือน curve เหมือนคลื่น พึ่บๆ พั่บๆ วูบๆ วาบๆ ไปๆ มาๆ ไม่มีทิศมีทาง แต่มันไปอยู่ในอาการนี้ 

เหมือนไฟฟ้ากระแสสลับที่มัน เกิด-ดับๆๆ วูบๆ วาบๆ ...หาความเป็นชิ้นเป็นอัน หาความเป็นตัวเป็นตน หาความเป็นทรวดทรงรูปร่างวัตถุเด่นชัดไม่มี

แต่ถ้าไม่มาแยบคายเมื่อไหร่ปั๊บนี่ ความเห็นเนี้ย ความเห็นผิดนี่มันจะเข้าไปจับเป็นตัวตนรูปร่างทันที ทรวดทรง เรา เขา สัตว์บุคคล ชายหญิง สวยงาม-ไม่งาม หล่อ-ไม่หล่อ ดี-ร้าย ถูก-ผิดไปเลย 

อันนี้เขาเรียกว่าเป็นสักกายทิฏฐิ เป็นสีลัพพตะ ความเชื่อแบบสัญชาติญาณของสัตว์ ...มันก็เชื่อแบบตื้นๆ เชื่อแบบงมงาย เชื่อแบบไม่รู้จริง ...แต่คิดว่าจริง 

มองคนไหนสวยก็ว่าสวยจริง ไม่แยบคายลงในความสวย มันก็หลงติดอยู่ในความสวยเลย บอกว่าสวย ก็ว่าสวย เชื่อเลยว่าสวย ...แต่ไม่แยบคายว่า มันสวยยังไง ใครว่าสวย สวยคืออะไร

นี่ แยบคายลงไป ...อ๋อ สวยมันเป็นแค่ความคิด เปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง เป็นความรู้สึกหนึ่งที่พอใจ แล้วดูไปที่รูป ดูไปที่กาย มันบอกมั้ย ไม่มีใครบอก กายไม่เคยบอกว่าสวย-ไม่สวย กายเป็นกาย อย่างเนี้ย

ถ้าแยบคายลงไป แล้วมันก็จะเริ่มเข้าไปตีโจทย์นั้นให้มันกระจายแตกออกไป ...ไม่ใช่เกิดความรู้สึกใดปุ๊บ เชื่อปั๊บเลย เป็นจริงเป็นจัง เป็นตุเป็นตะ เป็นลมเป็นแล้งไป

เอาอะไรลมๆ แล้งๆ นี่มาเป็นตุเป็นตะ แล้วก็เอาไอ้สิ่งที่ไม่เป็นสาระนี่มาเป็นสาระ แล้วเอาสิ่งที่ไม่มีตัวไม่มีตนที่แท้จริงมาเป็นตัวเป็นตนที่แท้ที่จริง 

แล้วก็วิ่งไขว่คว้า ไล่จับ คาดค้นด้นเดาไปกับอาการที่มันวูบๆ วาบๆ นี่แหละทั้งชีวิต ...นี่เขาเรียกว่าหมุนเวียนอยู่กับความไม่รู้จริง แล้วก็ถูกขันธ์น่ะหลอก...ถูกขันธ์ห้านี่หลอก 

ขันธ์ห้าตัวเองก็หลอก ขันธ์ห้าคนอื่นก็หลอก ขันธ์ที่ไม่มีวิญญาณครองก็มาหลอกอีก เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ให้ความสุขอย่างนั้นอย่างนี้ สร้างความพึงพอใจขึ้นมา สร้างความไม่พอใจขึ้นมา จิตมันหลอกอีก

ถ้าไม่สังเกต ถ้าไม่แยบคาย ถ้าไม่แยกออกเป็นส่วน...เป็นส่วน  ไม่เห็นปฏิกิริยาต่อเนื่องของมัน ไม่เห็นปฏิกิริยา...สิ่งนี้เกิดขึ้น แล้วเกิดสิ่งนี้ต่อมา สิ่งนี้เกิดต่อมาแล้วสิ่งที่เกิดก่อนนั้นก็ดับไป 

มันจะไม่เข้าใจว่าทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดอยู่ในนี้ มันเกิดจากความต่อเนื่อง เป็นกระบวนการเกิด-ดับต่อเนื่อง สลับไปสลับมาอยู่อย่างนี้

ปัญญามันก็ไม่เกิด มันก็ติดในสิ่งที่ไม่ควรจะไปติด ไปติดในสิ่งที่มันไม่เคยติดเรา ...กายนี่มันไม่เคยติดเราเลย แต่เราน่ะติดกาย 

ความคิดน่ะ มันก็ไม่เคยติดเราเลย แต่เราน่ะติดความคิดความเห็น ...เพราะอะไร เพราะความคิดบทมันจะดับ มันก็หาย มันก็ดับไปเลย มันดับไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอย่างนี้ แต่เราเสียดาย เราอาลัย

สุขเหมือนกัน ทุกข์เหมือนกัน เวลาเกิดปุ๊บ มันก็เกิด ตั้งอยู่มันก็ตั้ง บทมันจะจางคลายหรือดับไป มันก็ดับไป มันไม่เคยอาลัยอาวรณ์เสียดายกับตัวเราของเรา กับความเป็นตัวเราของเราเลย 

มีแต่เราน่ะเสียดายมัน อาลัยมัน เดือดร้อนกับมัน ไม่ยอมรับในอาการของมันที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

เห็นมั้ย ขันธ์นี่เขาไม่มีชีวิตจิตใจหรอก เขาไม่มีความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่มีความเป็นวิญญาณในตัวเอง ไม่มีชีวิต ไม่มีความเป็นชีวะในตัวของมัน 

มันเป็นธาตุ มันเป็นแค่ก้อนธาตุ หรือธรรมก็เป็นแค่กลุ่มธรรม สภาวะหนึ่ง เหมือนคลื่น

เมื่อเราถอยออกมาเป็นผู้รู้ผู้เห็น สังเกตดู ก็จะเห็นอาการของขันธ์นี่มันเป็นแค่อาการ นามก็เป็นเหมือนกับเมฆหมอก อ้อยอิ่ง คล้อยเคลื่อนไป ไม่เป็นชิ้นเป็นอันอะไรหรอก ไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้นในตัวของเขาเอง

อย่างตอนขับรถเจอหมอก ก็วิ่งเข้าไปในหมอก หมอกก็วิ่งชน ...แล้วมันมีรูปลักษณ์ตัวตนอะไรล่ะ มันก็เป็นกลุ่มที่มองไม่เห็นมาปิดบัง ใช่ไหม

ดูเหมือนมีนะ ...แต่เข้าไป มันก็ไม่เป็นอะไร มันก็ไม่มีรูปร่างรูปลักษณ์รูปทรงในตัวมัน

ในส่วนของนามธรรมก็คล้ายคลึงกัน ในความเป็นจริงของมัน ไม่มีอะไรจับต้องได้หรอก ...เพราะมันไม่มีตัวตนที่แท้จริง มันเป็นแค่อาการที่ปรากฏขึ้นตามเหตุและปัจจัย

เนี่ย ปัญญาก็จะเข้าไปเรียนรู้ สังเกตความเป็นจริงของขันธ์ทีละเล็กทีละน้อยเรื่อยไป แยบคายมากขึ้น มันก็จะละความเห็นผิด ความหลงในรูป ความหลงในขันธ์ ความหลงในกาย ความหลงในนามทั้งหลายทั้งปวง

มันก็ปล่อยให้ขันธ์เขาดำเนินไปโดยอิสระ ...เกิดก็เกิด ตั้งก็ตั้ง ดับก็ดับ มากก็มาก น้อยก็น้อย ไม่วอแวกัน ไม่เข้าไปคลอเคลีย คลุกคลี 

ไม่เข้าไปสงวน ไม่เข้าไปรักษา ไม่เข้าไปห้ามปราม ไม่เข้าไปดับ ไม่เข้าไปเกิด ไม่เข้าไปยุ่ง ...จนในที่สุด หมายความว่าไม่เข้าไปแตะต้องขันธ์เลย จึงเรียกว่าขันธ์ส่วนขันธ์

เมื่อใดที่เรียกว่าอยู่ขันธ์ส่วนขันธ์ ใจส่วนใจ อยู่อย่างนี้ ท่านเรียกว่าลักษณะนี้อยู่กับธรรมทั้งแท่งน่ะ เป็นธรรมทั้งแท่งเลย ...เนี่ย ทำไมพระอรหันต์ถึงบอกเป็นธรรมทั้งแท่งเลย 

ท่านไม่ได้อยู่กับความเป็นพระ ท่านไม่ได้อยู่กับความเป็นผู้ชายความเป็นผู้หญิง ท่านไม่ได้อยู่กับว่าท่านแก่หรือว่าท่านมีอายุหรือว่าท่านหนุ่มหรือว่าท่านสวยหรือว่าท่านงาม แต่ท่านอยู่กับธรรมทั้งแท่ง

ธรรมทั้งแท่ง คือขันธ์นี่เป็นธรรมทั้งแท่งเลย คือท่านเห็นขันธ์เป็นธรรมน่ะ เป็นสิ่งที่ปรากฏ เป็นแค่ธรรมหนึ่ง เป็นสภาวะธาตุหนึ่งธรรมหนึ่ง 

เนี่ย ถึงเรียกว่าจิตของพระอรหันต์เป็นธรรมทั้งแท่ง ใจก็เป็นธรรม ขันธ์ก็เป็นธรรม

แต่ตอนนี้พวกเราอยู่กับธรรม แต่มันยังไม่เป็นธรรม เพราะใจไม่เป็นธรรม ใจยังมองเห็นด้วยความว่า มันเป็นอันนั้นอันนี้ มันเป็นดีเป็นร้าย มันเป็นของเรา มันสวย มันไม่สวย มันน่าพอใจ มันไม่น่าพอใจ

นี่เขาเรียกว่า มันอยู่กับธรรมแต่ไม่เห็นเป็นธรรม เห็นเป็นเรื่อง เห็นธรรมเป็นเรื่องเป็นราวไป เจาะจงลงไป แบ่งแยกกันลงไป ...มันก็เลยไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่ว่ามันเป็นธรรม

ก็ต้องปรับใจให้เป็นธรรม เป็นกลาง ยอมรับขันธ์ตามความเป็นจริงมากขึ้น ขันธ์ก็เป็นธรรมอยู่วันยังค่ำคืนยังรุ่งน่ะแหละ มันไม่เคยแสดงความไม่เป็นธรรม 

แต่ใจที่เข้าไปเจาะจงแบ่งแยกน่ะแหละ ก็จะเริ่มเป็นกลาง เป็นธรรม เป็นอิสระ ปุ๊บ มันก็ อ้อ อยู่กับธรรมทั้งแท่ง อยู่กับธรรมตั้งแต่เช้าจรดเย็นเลย 

ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นลิ้มรส จมูกได้กลิ่น ก็เกิด-ดับไป หอมก็หอม เหม็นก็เหม็น ดีก็ดี ร้ายก็ร้าย ก็ว่ากันไป แล้วก็ดับไป ...นี่ เรียกว่าก็อยู่กับธรรมทั้งแท่งน่ะ 

ไม่เข้าไปเสียดมเสียดาย ไม่เข้าไปอาลัย ไม่เข้าไปหวงไปห่วง ไม่เข้าไปดีใจเสียใจตื่นเต้นตกใจกังวลอะไร ...ก็เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา 

นี่ ชีวิตทั้งชีวิตก็โดยธรรม เป็นธรรม และเพื่อธรรม ไม่มีอะไรนอกเหนือจากธรรมเลย เป็นธรรมหมดตลอดสาย


(ต่อแทร็ก 3/13  ช่วง 3)



วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 3/13 (1)



พระอาจารย์
3/13 (540122A)
22 มกราคม 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เกิดมาเป็นคน ...ไม่ใช่มาเกิดง่ายๆ ลำบากยากแท้

มาเกิดได้ ก็ต้องเหตุปัจจัยเพียงพอจริงๆ แล้วได้มาเกิดเมืองไทยอีกนะ มันไม่ใช่ของง่าย เกิดในยุคนี้สมัยนี้  ...หลุดจากนี้ไปแล้วลำบากลำบน จะหาทางออกจากการเวียนว่ายตายเกิดลำบากยากเข็ญ

ได้เกิดมาแล้ว ได้เรียนรู้ศาสนา ได้เรียนรู้ธรรมะ เป็นลาภอันประเสริฐแล้ว  ...ก็มีอย่างเดียวคือต้องขยันหมั่นเพียร

เวลาคนมาขอพร เราก็บอก... โอ้ย ทุกคนมีพรประจำตัวอยู่แล้ว มีกายอันหนึ่ง มีจิตอันหนึ่ง มีขันธ์ ๕ มีอายตนะ ๖ ...พวกนี้เป็นพรอันประเสริฐ เป็นธรรมที่ติดคู่มากับใจตลอดเวลา

เพียงแต่ว่าเอาใจไปสอดส่อง ดู สังเกต ขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ปัญญามันก็เกิด...ปัญญามันก็เกิด 

จากการที่อยู่กับธรรมมาตั้งแต่เกิดกันน่ะ แต่ว่าไม่เคยสอดส่องดู ขณะที่มันเกิด ขณะที่มันปรากฏ ... สำเหนียกเข้าไปในความเป็นจริงของขันธ์ที่ปรากฏ ว่ามันยังไง มันคืออะไร มันมีชีวิตจิตใจมั้ย

หรือมันเป็นแค่สิ่งหนึ่ง ปรากฏการณ์หนึ่งเท่านั้น ที่มันเกิดขึ้นชั่วคราว ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับไป ในตัวของมันเอง หาความเป็นรูปลักษณ์ รูปทรง รูปร่าง ลักษณะอาการที่แท้จริงไม่ได้

มันติดตรงไหน มันข้องตรงไหน มันสงสัยตรงไหน ก็สอดส่องสังเกตไปเรื่อยๆ จนกว่าจะแจ้ง จนกว่าจะเข้าใจว่า...อ๋อ มันก็เป็นแค่นี้เองเหรอ 

นี่ กายเป็นอย่างไร เวทนาเป็นอย่างไร สัญญาเป็นอย่างไร สังขารเป็นอย่างไร วิญญาณเป็นอย่างไร  ตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นอย่างไร

มันก็เป็นแค่วัตถุนึงที่มากระทบแล้วก็มีประสาทสัมผัสรับรู้ เกิดการรับรู้เกิดขึ้นในขณะนั้นแล้วก็ดับ ...แล้วมันยังเหลืออะไรอยู่ ก็สังเกตดูต่อไป 

ก็เหลือเป็นความจำ เหลือเป็นอารมณ์ เหลือเป็นความรู้สึก แล้วอารมณ์และความรู้สึกเหลืออยู่แล้วเป็นอย่างไร ก็สังเกตดูต่อไป

มันก็อยู่ได้แค่ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน ไม่เปลี่ยนมันก็ดับ ไม่มากขึ้นก็น้อยลง อยู่อย่างนี้ หาความเป็นรูปลักษณ์ รูปแบบ ตัวตนที่แท้จริงถาวรของมันไม่มีอ่ะ ตัวของมันเองไม่มีความถาวรคงอยู่ได้

เนี่ย เราอยู่กับธรรมทั้งแท่งนี่ ธรรมทั้งดุ้น...ขันธ์  ...แต่เรายังถูกความไม่รู้ ความไม่เข้าใจตามความเป็นจริงของขันธ์นี่มันบิดเบือน

มันบิดเบือนว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนี้ มันมี มันยังมี มันยังไม่ไปไหน มันยังอยู่ นี่ เราสามารถจะรักษามันได้ เราสามารถจะเรียกมันให้เกิดได้ เราสามารถจะทำให้มันคงอยู่หรือดับไปเองเมื่อไหร่ก็ได้ 

นี่อันนี้เป็นความเห็นที่เข้ามาบิดเบือนขันธ์ ทำให้เห็นขันธ์นั่นน่ะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ...ลักษณะนี้ท่านถึงเรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิเข้ามาแทรกอยู่ตลอด 

แล้วเราก็เอาความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐินี่เป็นตัวพาดำเนินวิถีชีวิตไป ... เพราะนั้นเมื่อเอามิจฉาทิฏฐิที่มีต่อขันธ์นี่ แล้วก็พาขันธ์นี่ดำเนินไปบนเส้นทางมิจฉาทิฏฐิหรือว่าความไม่เห็นจริงนี่ 

ผลของมันก็คือมีแต่ทุกข์มากขึ้น ทุกข์น้อยลง แล้วก็ทุกข์ แล้วก็ทุกข์อีกๆ ...เนี่ย หาทางออกไม่ได้ แก้เท่าไหร่...ทุกข์ก็ยังไม่หมดไม่สิ้นอย่างเนี้ย

ก็กลับมาเวียนว่ายตายเกิด ยินดียินร้าย พอใจเสียใจ ดีใจ อะไรอีกมากมายก่ายกอง ...ก็มาหลงในขันธ์ตามความที่เราไม่รู้จริงต่อไป ไม่มีคำว่าออกจากกระบวนการของการเวียนว่ายตายเกิดได้เลย

แต่การที่มาเรียนรู้ สังเกต ตรวจสอบ แยบคาย กับอาการของขันธ์ห้า หรือว่าปรากฏการณ์ของขันธ์ห้า หรือว่าสภาวะธาตุสภาวธรรมที่ปรากฏ แต่ละขณะ แต่ละครั้ง ในการปรากฏขึ้น หรือรู้ขึ้นมาในแต่ละครั้ง 

ให้แยบคายลงไปในสิ่งที่ถูกรู้ ...ถ้าภาษาพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า มันไม่มีอะไรหรอก ไอ้สิ่งที่ถูกรู้น่ะ ...ที่สุดของสิ่งที่ถูกรู้ มันก็คือตั้งอยู่บนเงื่อนไขเดียวกันเท่านั้น คือไตรลักษณ์

หรือว่าไตรลักษณ์ก็คือไม่เที่ยง ความคงอยู่ไม่ได้ ที่เรียกว่าเป็นทุกข์ ความคงอยู่ไม่ได้ ความบีบคั้นในตัวของมันเอง ที่มันพร้อมที่จะแปรเปลี่ยน เปลี่ยนสภาพของมันตลอดเวลา แล้วไม่มีอะไรควบคุมมันได้ 

นี่ มันเป็นอิสระในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเองของมัน ...พยายามน้อมลงไปให้เห็น ในสิ่งที่ปรากฏอยู่ขณะปัจจุบันขณะนั้น สุดท้ายก็จะเห็นเหมือนกันหมด 

เป็นเงื่อนไข ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียว คือไตรลักษณ์ หรือว่าเงื่อนไขของกฎธรรมชาติ เรียกว่ากฎของธรรมชาติ ที่ไม่มีใครมาตราไว้หรอก ที่ไม่มีใครมาเขียน หรือไม่มีใครมาบัญญัติไว้หรอก 

แต่เป็นกฎธรรมชาติที่เรียกว่าเป็นกฎแห่งความเป็นจริง ...พระพุทธเจ้าถึงเรียกว่าเป็นสัจจะ นี่ เป็นสัจธรรม...เป็นสัจธรรม แสดงอยู่ทุกเมื่อทุกเวลาทุกขณะ ไม่เคยแปรเปลี่ยนเลย 

ไตรลักษณ์นี่ไม่เคยแปรเปลี่ยนเลย กฎนี้ ไม่เคยแปรเปลี่ยน และเขาก็แสดงให้เราเห็นตลอดเวลา

แต่ว่าถ้าเราไม่กลับมาระลึกรู้ สังเกต เท่าทัน ด้วยสติสัมปชัญญะนี่ ก็จะไม่เข้าใจกฎธรรมชาตินี้ หรือว่ากฎของไตรลักษณ์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สามัญลักษณะ" ...คือเป็นพื้นฐานเดียวกันหมด

เมื่อให้ใจมันเข้าไปเรียนรู้ หรือเข้าไปสังเกตเห็นอาการของขันธ์อย่างนี้ บ่อยๆ เนืองๆ เป็นนิจ เป็นอาจิณ ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ มันก็จะเข้าไปทำให้เกิดเป็นปัญญาเห็นชอบ หรือว่าสัมมาปัญญา สัมมาญาณขึ้นมาในขันธ์นี้

ว่าขันธ์นี้ จริงๆ แล้วนี่ หาอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเป็นแก่นเป็นสารอะไรไม่ได้หรอก มันก็เป็นแค่สภาวะที่เกิด-ดับ เกิด-ดับ ของมัน ต่อเนื่องกันไป รูปร่างรูปทรงของมันไม่มีหรอก มีแต่เกิดขึ้นแล้วก็ดับ

ความทุกข์ ความสุข ...ลองดูเวลามันปรากฏขึ้น เราก็ดูเหมือนยังมี หรือว่าสามารถจับต้องได้ ดูเหมือนว่ามันมีผลอย่างนั้นอย่างนี้  

แต่จริงๆ น่ะ ยกมันออกมาดู หรือจับมันเป็นชิ้นเป็นอันซิ ยังไขว่คว้าจับต้องมันไม่ได้เลย ...มันเป็นแค่สภาวธรรมหนึ่งแค่นั้นเอง อย่างนี้ เราก็ต้องเรียนรู้ซ้ำซาก จนกว่ามันจะยอมรับตามความเป็นจริงอันนี้   

จิต เมื่อมันยอมรับ ด้วยการที่เข้าไปสังเกตอาการตามความเป็นจริงที่มันปรากฏขึ้นของมันบ่อยๆ มันก็จะเข้าไปเปลี่ยนความเห็นผิดที่ว่า มันเป็นของเรา มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันมีอำนาจอย่างนั้นอย่างนี้

นี่ ก็จะเห็นเป็นแค่สักแต่ว่าอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ...ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นของใคร ไม่มีสัญลักษณ์นิมิตหมายใดๆ ทั้งสิ้นว่าเป็นของใครหรือว่าเป็นของของเรา อย่างเงี้ย

สัมมาทิฏฐิมันก็จะเริ่มเห็นชอบขึ้นเรื่อยๆ เห็นตรงต่อขันธ์ การรับรู้ต่อขันธ์ก็จะตรง มันก็จะตรง ...ก็จะเกิดอาการที่ว่าปล่อยวางการเข้าไปถือครองอาการของขันธ์นั้นๆ 

ก็จะเห็นว่า...ขันธ์ก็สักแต่ว่าขันธ์เกิด แล้วก็ขันธ์ดับไป ...เนี่ย ยอมรับขันธ์ตามความเป็นจริง มากขึ้นๆ จนเห็นว่าเป็นเรื่องของมัน ...ก็จะเกิดคำว่าปล่อยวางขันธ์ให้เป็นไป 

ขันธ์ก็เป็นเรื่องของขันธ์ ไม่ได้เป็นของใคร ....ก็เป็นเหมือนก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนทราย ที่วางอยู่ดาษดื่นที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นของธรรมชาติ

ถ้าจะบอกว่าเป็นของใครก็เป็นของธรรมชาติ ที่มันปรุงแต่งขึ้นมาตามเหตุปัจจัยชั่วครั้งชั่วคราว ไปๆ มาๆ มันก็เป็นกลาง ของกลาง ของโลก 

สุดท้ายเวลามันแตกมันดับแล้วมันก็ไม่หายไปไหน มันก็อยู่ในโลกนี่ รอวันเวลาที่มันจะกลับมารวมตัวกันใหม่...ใครจะเอามารวม ดวงจิตดวงไหนจะเอามารวมใหม่ก็ได้ 

ดินอันนี้ น้ำอันนี้ ลมอันนี้ ไฟอันนี้ อากาศอันนี้ ช่องว่างอันนี้ มันไม่หายไปไหนหรอก มันก็อยู่ตรงนี้ อยู่ในโลก มหาภูตรูป ๔ นี่ ...ในเรื่องรูปของกาย เรื่องของกาย มันเป็นของใคร 

ไม่ได้เป็นของใคร เป็นของกลาง เป็นสมบัติส่วนกลางของโลก ...แต่ทุกวันนี้เรายังไม่ยอม มันก็ยังบอกว่าเป็นของเรา เนื้อหนังมังสานี่เป็นของเรา กระดูกเลือดเนื้อเชื้อไขนี่ของเรา ผมขนเล็บฟันหนังก็ของเรา

ดูไปตรงๆ ดูไปด้วยความซื่อตรง สังเกตด้วยความซื่อตรง ...ดูผมซิ รู้ลงไปที่ผม ดูกาย เนื้อตัวของเรา ผิวหนังอ่อนนุ่ม แข็งกระด้าง มันมีเราตรงไหน เป็นเราได้อย่างไร 

มันไม่ได้ว่า ไม่มีใครว่า มันเป็นของที่ตั้งอยู่เท่านั้นเอง เป็นของที่ตั้งอยู่ของมันเองน่ะ ...ไม่มีของใคร ไม่เป็นอะไรด้วยซ้ำ มันไม่มีชื่อมีเสียงด้วยซ้ำ

ถ้ามองแบบไม่พูด มองด้วยจิตวิเวก มองด้วยจิตที่ไม่มีนามเข้ามาปรุงแต่งร่วมด้วยกับมัน ...มันก็จะเห็นมันเป็นแค่ ไม่มีคำพูด ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามใดๆ ทั้งสิ้น 

ไม่มีอาการลักษณะนิมิตหมายใดๆ ว่าเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ...เนี่ย ถ้ามองอย่างเนี้ย เห็นอย่างเนี้ย ก็มันเห็นด้วยจิตที่ปกติ ไม่เข้าไปสมมุติหรือบัญญัติกับมัน ...มันก็เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นของใคร

แต่ถ้าเผลอเพลินไปกับความคิดความเห็นเมื่อไหร่ มันก็จะมีความเห็นเข้าไปจับว่า นี่ ของเรา เนี่ย ตัวของเรา เนี่ย กายของเรา นี่เป็นชายนะ นี่เป็นหญิงนะ 

นี่เป็นคนแก่ นี่เป็นคนหนุ่ม นี่เป็นเด็ก นี่เป็นคนสวย นี่เป็นคนไม่สวย นี่เป็นคนหล่อ นี่เป็นคนไม่หล่อ ...นี่เป็นเรื่องของการที่มาปรุงแต่งต่อเนื่องไปตามความเชื่อความเห็นเท่านั้นเอง

ในความเป็นจริงของมันน่ะ ไอ้คำพูดพวกนี้ ความเห็นพวกนี้ มันไม่มีหรอก มันสมมุติเอาว่า...สมมุติเอาว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ 

แต่พอดูไปตรงๆ ดูไปจริงๆ ที่กาย หรือว่าเนื้อตัวของเรานี่ ถ้าดูด้วยใจสัมผัสรู้นี่ ...มันเข้าไปดูที่ความรู้สึกตัว ดูที่ความรู้สึกตัว เย็น ร้อน อ่อน แข็ง นิ่ม ไหว นิ่ง นี่ พวกนี้ 

ดูที่ความรู้สึกตัวตอนนี้ ลมพัดเย็นๆ ลมมากระทบผิวหนัง การกระทบนี่ ดูที่อาการกระทบของลม ...เนี่ย กาย กายมันอยู่ที่ผัสสะมากระทบ เป็นเวทนาเกิดขึ้นเท่านั้นเอง ถึงรู้ว่ามีกายอันนี้ตั้งอยู่

แล้วดูที่ลมเย็นๆ ที่กระทบนี่ มันเป็นเรามั้ย มันมีอาการไหนเหมือนเรามั้ย มีตัวตนจับต้องได้มั้ย มันเป็นแค่ความรู้สึกขึ้นมาขณะนึง เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็มาก เดี๋ยวก็น้อย 

เห็นมั้ย เห็นความแปรเปลี่ยนมั้ย เห็นความคงไม่ได้ ความไม่คงที่ของมัน พอลมหยุดปุ๊บก็ดับ...ดับมา แล้วก็แข็ง อุ่น ปรากฏความรู้สึกว่าอุ่นอยู่ที่หน้าอก ที่ท้อง ที่ในตัว 

เพราะนั้นกายนี่ ...เห็นกายมันเลื่อน มันไหลมั้ย ความรู้สึกทางกาย หรือความรู้สึกตัว มันเปลี่ยนตลอดเวลา มันแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา

นี่ การเข้าไปสังเกตอาการทางกาย สังเกตความรู้สึกตัวนี่ จึงเห็นความไม่คงอยู่ของกาย เป็นชิ้นเป็นอัน มันแปรปรวน มันไม่คงอยู่ แล้วมันก็เปลี่ยนของมันไปเองนะ อยากจะให้มันเป็นยังไงมันก็ไม่เป็น


ดูมันไป สังเกตมันไป ไม่ต้องคิด ดูแบบไม่ต้องคิด ดูแบบไม่ต้องพูด ดูแบบเงียบๆ ดูแบบสงบเงียบ ดูแบบไม่มีคำพูด ...นี่เรียกว่าดูแบบตรงๆ ดูแบบซื่อๆ ดูแบบโง่ๆ 

แล้วก็น้อมให้เห็น...อ๋อ มันเป็นอย่างเนี้ย ที่แท้จริงกายที่เราว่าเป็นชายเป็นหญิง ที่จริงมันเป็นอย่างนี้นี่เอง


(ต่อแทร็ก 3/13  ช่วง 2)