วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 3/17 (2)


พระอาจารย์
3/17 (540205A)
5 กุมภาพันธ์ 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 3/17  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  
จนกว่ามันจะแจ้งชัดว่าขันธ์เป็นแค่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เราเรียกว่าเป็นแค่ปรากฏการณ์ จะเรียกว่าเป็นอะไรก็ได้

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าโลภ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าความคิด ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าเวทนาความสุข-ความทุกข์ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าจำ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าเห็น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าได้ยิน

จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ... จะบอกว่ามันคืออะไรดีล่ะ มันก็คือปรากฏการณ์หนึ่ง...เหมือนกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ฝนตก แดดออก ฟ้าร้อง อย่างนี้

มันคือปรากฏการณ์ที่มีของมัน เพราะเมื่อเหตุปัจจัยเพียงพอ มันก็มีของมันอย่างนั้น ...แล้วไม่ต้องไปบังคับทำลายฆ่าฟันทำร้ายมันหรอก มันดับของมันเอง

การที่มีสติ ฝึกให้มีสติบ่อยๆ รู้เห็นปัจจุบันบ่อยๆ เพื่อให้มาเข้าใจ เห็นความเป็นจริงอันนี้บ่อยๆ ...ไม่ใช่เอาสติมาคุยกัน หรือมาบอกว่าฉันมีสติ ...แต่ถ้ามีสติแล้วยังโง่อีก ก็ไม่รู้จะมีสติทำไม

คือต้องให้มาเห็นตามความเป็นจริงของขันธ์ ว่ามันเป็นอย่างนี้หนา  มันไม่ใช่เพชร มันไม่ใช่พลอย มันไม่ใช่ของมีค่าหรือไม่มีค่าอะไร ...แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

เมื่อดับไปแล้วนี่ หาซากมันยังไม่เจอเลย ...ทำไมยังมานั่งนึกนอนฝันอยู่กับมันอีก ทำไมถึงยังไปโง่งมงายอยู่กับของที่มันว่างเปล่าล่ะ

ดูแต่ละขณะๆๆ แล้วต่อไปจะเห็นว่าชีวิตมันมีแค่ขณะๆ เท่านั้นเอง ...ไม่ใช่ร้อยรวมกันเป็นรูปปั้น รูปหล่อ เป็นของเที่ยงแท้ถาวรอะไร

ความเข้าใจ ความเชื่อของมนุษย์เราทุกคน สัตว์ทุกตัว มีความเชื่อว่าขันธ์ห้านี่เป็นรูปหล่อ มีเค้าโครง พามันไปไหนมาไหนได้หมด พามันทำอะไรก็ได้ สั่งให้มันทำอะไรก็ได้

นี่มันคือความเชื่อ ...เป็นความเชื่อ แต่ก็เป็นความเชื่อที่ผิด ...มันยังมีความจริงที่อยู่ในนั้นอีก

เพราะนั้น สอดส่องลงไป แยบคายลงไป โยนิโสลงไป ให้มันเห็นความเป็นจริง ...อย่าให้ความเห็นตื้นๆ เขินๆ มาปิดบัง ปกปิด ด้วยความหลง

ด้วยความเพลินไปกับความเชื่อ ความคิด ความเห็นตื้นๆ ...มันจะลากเราถูลู่ถูกังไป ขึ้นเขาลงห้วยขึ้นสวรรค์ลงนรกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ทำอะไรไม่ได้ นึกอะไรไม่ออก กลับมาอยู่กับกายปัจจุบัน แต่ละขณะๆ ไป  อย่าเบื่อ อย่าขี้เกียจ อย่าเซ็ง ...เพราะมันไม่ได้อะไรหรอก การปฏิบัติน่ะ

อย่าไปหวังผล อย่าไปคาดว่าจะได้อะไรหรือเกิดอะไรขึ้นมา เพราะมันมีแต่ความดับไป... ให้เห็นความจริงของขันธ์มันไม่ได้อะไรหรอก มันเห็นแต่ความดับไปของขันธ์น่ะ ในการเกิดขึ้นแต่ละครั้ง

แล้วมันเหลืออะไร ...มันไม่เหลือซากอะไรทั้งสิ้นให้เราเชยชมหรอก  สภาวธรรมอะไรก็ไม่มี อารมณ์ไหนก็ไม่เหลือ มันดับแล้วก็ดับไป อย่าไปมัวแต่ไปไขว่คว้าหาสภาวธรรมใด

ปฏิบัติแล้วจะได้อะไร จะเป็นยังไง ...ไม่เป็นยังไงอ่ะ ก็เป็นเหมือนเก่า เกิดแล้วก็ดับ  ผลท่านก็บอกอยู่แล้วว่านิโรธ...นิโรธ แปลว่า ความดับไป ...ถ้าจะเอาผลก็คือความดับไป ไม่มีอะไร

เพราะนั้นเวลามาดูกาย มันไม่เห็นอะไรเลย ไม่ได้อะไรเลย ...ก็เห็นแต่มัน...เดี๋ยวก็เปลี่ยน เดี๋ยวก็ดับ  เดี๋ยวก็เปลี่ยน เดี๋ยวก็ดับ เห็นป่าว อย่าเบื่อ 

พอเบื่อก็ให้เห็นว่ามันเบื่อ ...มันเบื่อเพราะโลภ ไม่ได้เบื่อเพราะนิพพิทา มันเบื่อเพราะว่า..กูอยากเห็นอะไรยิ่งกว่านี้อ่ะ อะไรที่มันเที่ยง เป็นธรรมที่เที่ยง มันหาอมตธรรมอมตธาตุ สภาวธรรมที่เที่ยงอย่างนี้

มันหา มันเลยเบื่อ ... "เซ็งว่ะ มีแต่เกิดๆ ดับๆ ไหลไปไหลมาไม่เห็นอะไรเลย ไม่ได้อะไรเลย" ...มันก็เลยบ่นว่าปฏิบัติแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย  

ก็แล้วมึงจะเอาอะไรล่ะ ...พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ได้อะไร พระพุทธเจ้าให้เห็นว่าขันธ์นี่เกิดดับอย่างนี้ มันเป็นของมันอย่างนี้ โลกมันเป็นของมันอย่างนี้ ...มีแต่เกิดแล้วก็ดับ

จะเอาอะไรกับมัน หือ เอาอะไร ...เอาเงินเอาทองเหรอ...ไม่มีอ่ะ เอาอะไรกับมัน  ได้อะไรมันก็ดับ มีอะไรก็ดับ เหลืออะไรล่ะ ...นั่นน่ะ นิโรธ ดูให้เห็นถึงความดับไป จะไปเอาอะไร

มันจะได้ขี้เกียจอยากซะบ้าง ขี้เกียจหาซะบ้าง  ตอนนี้มันขยันหาจังอ่ะ มันไม่ขี้เกียจหา ...มันขยันหาในสิ่งที่คิดว่ามันจะอิ่ม ถ้าได้อะไรมาแล้วมันกะว่ากูจะเก็บเข้าเซฟ ได้สภาวธรรมไหนก็เก็บเข้าเซฟไว้เลย 

มันไม่มีอะไรหรอก มีแต่ความดับไป ...ดูกาย ดูความคิด พอรู้ปั๊บก็ดับ ไม่คิดต่อเดี๋ยวมันก็ดับ  เกิดใหม่ก็รู้ใหม่ ดับอีกรู้อีก เดี๋ยวมันก็ดับของมันเอง

อยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่ได้อะไรหรอก เห็นป่าว ไม่มีธรรมไหนคงอยู่หรอก สังขารธรรมทั้งหลาย สภาวธรรมที่เราคิดเราคาดทั้งหลาย ไม่มีหรอก มีแต่ความดับไปทั้งสิ้น

เมื่อเห็นความดับไปของมันบ่อยๆ เห็นความไม่ตั้งอยู่ของมันบ่อยๆ เห็นความแปรปรวนของมันบ่อยๆ เห็นขันธ์ดับไปโดยสิ้นเชิงบ่อยๆ ...ต่อไปนี่ใจมันก็จะดับเข้าไปโดยสิ้นเชิง

ดับตรงไหน ...คือดับตัณหาอุปาทาน ...มันดับของมันเองน่ะ ไม่ต้องไปไล่ดับมันเลย 

ก็มันเห็นว่าไม่มีให้กูจะเอาแล้วอ่ะ มันจะมีตัณหาเกิดได้ยังไง มันก็เข้าไปดับโดยสิ้นเชิงน่ะ ...อุปาทาน...ทุกข์อุปาทานก็มอด ไม่เหลือหรอก

แต่ตอนนี้มันยังเหลือ ...เหลือเพราะอะไร ...เพราะเรายังมีความเห็นว่าอะไรยังมีอยู่...ข้างหน้า เดี๋ยวจะได้อะไรอย่างนี้ ...เดี๋ยวรอฟังธรรมข้างหน้า เดี๋ยวจะได้อะไรดีๆ 

นี่ถ้ายังไม่ได้วันนี้ เดี๋ยววันหลังก็จะได้ต่อไป ...คือมันมีชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้น่ะ  ถ้ายังอย่างนั้นน่ะ มันก็วิ่งไล่คว้าจับไปตลอด ตัณหาอุปาทานมันจะสิ้นยังไง

จนกว่ามันจะเห็นว่า...ก็แค่นั้นแหละ ข้างหน้าไม่มี  ความเห็นว่าข้างหน้าจะดีกว่าวันนี้ไม่มี มันเป็นแค่ความเห็น แล้วก็ดับเมื่อรู้ว่าความเห็นนี้เกิด

เนี่ย มันก็รู้สึกเหี่ยวแห้งมั้ยล่ะ มันรู้สึกว่าเหือดแห้งมั้ยล่ะ มันไม่กระชุ่มกระชวยเลยใช่มั้ย มันไม่มีพลังที่จะวิ่งตามหาธรรมเลย ...มันแห้งน่ะ มันเฉาน่ะ

ไอ้ที่มันเฉานั่นก็คือตัณหามันเฉา อุปาทาน ความหมายมั่นในอดีต-อนาคต ...ได้ก็แค่นั้น ไปก็แค่นั้น อยู่ตรงนี้ก็ไม่เห็นได้อะไรอยู่แล้ว

ก็เหมือนธรรม ฟังแล้วก็เข้าหูๆ  ฟังไม่รู้กี่รอบ เข้าหูแล้วก็ดับไป ไม่เห็นได้อะไร เห็นมั้ย มันก็เหมือนกันหมดแหละ ...ที่ไม่เหมือนคือตัณหามันเริ่มน้อยลง ความหมายมั่นว่าจะได้ธรรมที่สูงกว่าก็น้อยลง 

มันก็จะได้ธรรมที่สูงขึ้นโดยตัวของมันเอง คือความดับไป ...คือที่สุดของธรรมคือความดับไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เป็นอะไร

แต่ในขณะที่เรายังไม่ถึงขั้นตอนนั้น ... ให้ทัน สติต้องทัน  อย่าเพ้อเจ้อไปกับอนาคต อย่าเพ้อเจ้อไปกับความเห็น ...นี่ คำว่ามัวเมา หลงในขันธ์ 

มันหลงในปรากฏการณ์ของขันธ์ หลงในสิ่งที่ไม่มีสาระแก่นสาร...ที่มันหลอก ...คือเขาไม่ตั้งใจจะหลอกหรอก แต่เรามันโง่ให้เขาหลอกเอง

ดูกาย... เย็น แข็ง อุ่น นี่...เขามีเจตนาใดๆ มั้ยให้เราเดือดร้อน  ถามมันดูซิ กูหนาวเพื่อให้มึงทุกข์รึเปล่า กูเมื่อยเพื่อให้มึงเดือดร้อนรึเปล่า อาการพวกนี้เขามีเจตนาอะไรในตัวเขามั้ย...ไม่มี

กูมาเมื่อกูจะมา และกูไม่เคยตั้งใจจะทำให้ใครเป็นสุข และกูก็ไม่เคยตั้งใจจะให้ใครเดือดร้อน ...แต่มันมีเหตุให้กูมากูก็เกิด หมดเหตุกูก็ดับ  กูไปไม่ลา กูมาไม่ไหว้ กูไม่ขึ้นกับใคร

มึงอยากมายุ่งกับกู มึงโง่เอง นี่ ถ้ามันมีปากมันก็ด่า มึงน่ะโง่ ...กูมาแบบไม่มีเจตนา กูไปกูก็ไม่มีเจตนา เพราะกูไม่มีชีวิตจิตใจอะไรทั้งสิ้น ... นี่เขาแสดงธรรม

แต่เรามัวแต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไปหานิพพานอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ...ทั้งๆ ที่ว่าคีย์เวิร์ด พาสเวิร์ด..กายน่ะเป็นคีย์เวิร์ด ใจน่ะเป็นพาสเวิร์ด ...พิมพ์ลงไปปุ๊บก็...เยส โอเค แล้ว

แต่มันมัวแต่ไปไล่หาที่อื่น มันจะหาพาสเวิร์ดให้เจอน่ะ ...ก็ลงทะเบียนไม่รู้กี่รอบแล้ว เออเร่อ(error)ๆๆ ตลอด ...ทั้งๆ ที่ทุกคนน่ะมีอยู่แล้วพาสเวิร์ด

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า มนุสส ปฏิลาโภ เกิดเป็นมนุษย์ประเสริฐยิ่งนัก ...ประเสริฐยังไง ...มันมีกายให้เห็น มีกายเป็นมรรค มีกายแสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา เป็นสมบัติเฉพาะตัวเลยตั้งแต่เกิดจนตาย 

แต่มัวแต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยปละละเลย ...มีสมบัติอยู่กับตัวไม่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ มัวแต่ไปแสวงหาธรรมที่ไกลตัว นอกตัว อนาคตบ้าง อดีตบ้าง ความคิดความเห็นลอยเลื่อนไปในอากาศบ้าง

กายมีใจมีแสดงอาการอยู่ ขันธ์มีแสดงความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา ...มัวแต่ไปแจ้งในขันธ์คนอื่น มัวแต่จะไปทำความแจ้งกับความเห็นคนอื่น มัวแต่จะทำความแจ้งกับคำพูดคนอื่น กับการกระทำของคนอื่น

มันจะไปนิพพานได้งั้นนะ มันคิดว่ามันจะไปนิพพานด้วยการแจ้งในการกระทำของคนอื่นรึไง หรือไปเข้าใจความคิดความเห็นคำพูดของคนอื่นแล้วมันจะเข้านิพพานได้มั้ย

กับการที่ว่า อ้อ ความเห็น..รู้...นี่เกิดขึ้นเป็นอาการหนึ่ง เห็นแล้วรู้...อ๋อ แล้วเป็นไง สิ่งที่ถูกรู้คือความเห็น...อ้อ  แล้วสิ่งที่ถูกรู้..ดูต่อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน แล้วเป็นไง..อ้อ ดับไป

เนี่ย น่าเบื่อ น่าเบื่อมาก มันไม่ค่อยรอบรู้อะไรเลย มันไม่ได้แตกฉานในเรื่องคนอื่นเลย ...มันก็เลยง่อม เบื่อออ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่กระชุ่มกระชวย

ไม่เหมือนกับนั่งคุยกัน ถ้าใครพูดเรื่องคนนั้นคนนี้ขึ้นมา อู้หูย หูนี้ผึ่ง พั่บๆ จิตนี่เกิดภาวะตื่น (เสียงหัวเราะกัน) ...พอกูอยู่คนเดียวนี่กูไม่ตื่น กูซึม จิตมันไม่มีพลัง

หรืออย่างเช่นว่าพอเขาพูดว่าอาจารย์คนนั้นเขาพูดอย่างนี้ ไอ้คนนั้นทำอย่างนั้น ปฏิบัติได้อย่างนี้ ...ทะลึ่งขึ้นมาเลย ตื่น...โอ้โห ไหนๆ เป็นไง ...นี่ เริ่มไหวแล้วก็ไหล

แต่มาอยู่คนเดียว ...อยู่คนเดียวในห้องนี่สักชั่วโมง มันชักเหมือนหนูติดจั่นแล้ว หันรีหันขวาง ...เปิดเน็ทก็แล้ว เฟซบุ๊คก็แล้ว (หัวเราะกัน) ดูซิมันแช็ทถึงเรามั้ย ดูซิมันมีข้อความเราลงมั้ย ...อยู่ไม่สุข เริ่มอยู่ไม่สุขล่ะ

เพราะนั้น ต้องกลับมาตั้งมั่นให้ได้...ในตัวเอง ในปัจจุบันอาการ  ให้เท่าทัน อย่าไหลไปตามอาการ ...กลับมาดูกายบ่อยๆ จิตจะตั้งมั่น

เวลามันจะพาไปทำอะไร ให้กลับมารู้ตรงนี้...ตรงที่มือกำลังหยิบ กำลังไหว กำลังจับ ...ให้มันกลับมาดูที่ความรู้สึกตัวขณะนั้น...บ่อยๆ

เพื่ออะไร ...เพื่อจะทำให้มันขาดช่วงของสันตติ ความเห็นความคิด ...มันจะได้สติในกายปัจจุบัน ตั้งขึ้นมามันจะได้เกิดความสงบ ระงับ สันติ กับสิ่งที่ถูกรู้ในปัจจุบัน

เวลาทำอะไร เวลาหยิบจับอะไร พยายามทำช้าๆ เคลื่อนไหว ดูอาการให้ชัดเจน  ให้เห็นเป็นการเคลื่อน การหยิบ การจับ ...จิตมันจะเกิดความสันติกับกายในปัจจุบัน

ความสงบก็จะเกิดขึ้นตรงนั้น ตรงขณะที่กำลังเห็นว่าเคลื่อน เห็นว่าไหว แล้วก็รู้อยู่ตรงนั้นน่ะ มันมีความสงบอยู่ในขณะนั้น ดูสิ

สงบอยู่ตรงนั้นบ่อยๆ ทีละนิด ทีละขณิกๆ แล้วให้ต่อเนื่อง...เป็นความรู้สึกตัวต่อเนื่อง ดูให้เห็นความรู้สึกตัวต่อเนื่อง เกิดทางนี้แล้วก็ดับทางนั้นต่อ 

ขยันหน่อย ...มันไม่สนุกหรอก มันไม่มัน มันไม่มีมันในอารมณ์หรอก ไม่มีที่เหมือนกับเราแสวงหาแล้วได้มาเสพทางหูทางตา นั่นมันน่าเพลิน มันเพลิน มันพอใจ

แต่ลักษณะนี้มันจะเกิดความสงบ ระงับ แล้วก็สันติ ...แต่มันจะมีปัญญา เห็นความไม่ต่อเนื่อง เห็นความเกิดดับของกาย ...นี่ จะเห็นกายตามความเป็นจริง

เพราะกายตามความเป็นจริงคือแค่ความรู้สึกตัวเท่านั้น ไม่ใช่รูปที่เราเห็น ...ถ้าอยากรู้ว่ากายเป็นยังไง หลับตาแล้วก็ดูซิ กายคืออะไร ...นั่นแหละ กายก็เหลือแค่ความรู้สึกตัวเท่านั้น...ไม่มีภาพใดๆ ทั้งสิ้น 

มีลมพัดก็รู้สึกว่าเย็น แสดงว่ากายนี้เย็นอยู่ พอลมหายปั๊บ เย็นดับ เป็นแข็งๆ อ่ะ กายเป็นแข็งอีกแล้ว พั้บ เมื่อย เอ้า กายเปลี่ยนเป็นเมื่อยอีกแล้ว ระหว่างนั้นลมพัดมาอีกกรรโชกนึง พั่บ อ้าว กายเป็นเย็นอีกแล้ว 

เห็นรึเปล่า เห็นกายเกิดดับมั้ย ...แล้วกายคืออะไรล่ะ มันมีรูปร่างรูปทรงที่แท้จริงมั้ย เนี่ย

แต่ถ้าลืมตาเมื่อไหร่ก็เห็นเป็นหญิงเป็นชายอยู่อย่างนี้ ...อันนี้คือภาพ ต้องแยกให้ออก...ภาพคือภาพกายที่เห็น ...อย่างถ้าตอนกลางคืนไม่มีแสงนี่ไม่เห็นคนเลย ภาพไม่เห็นแล้ว ...มันเหลือแค่กายตัวเดียวน่ะ


(ต่อแทร็ก 3/17  ช่วง 3)



วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 3/17 (1)



พระอาจารย์
3/17 (540205A)
5 กุมภาพันธ์ 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ฟังกันมาเยอะแล้ว ฟังกันจนล้นไปหมดแล้วธรรมะ...แต่ทำน้อยนิดเดียว

โยม –  ว่าแล้วเชียว (หัวเราะกัน) ..ว่าแล้วเชียว


พระอาจารย์ –  รู้ธรรมนี่ไกลเกินนิพพาน แต่ละคน (โยมหัวเราะ) รู้แจ้ง...แต่ไม่เห็นจริง

มันสำคัญ...การปฏิบัติ  มันอยู่ที่ภาคปฏิบัติ ...ถ้าตั้งใจจริงๆ ทำจริงๆ จังๆ มันก็ไม่เนิ่นนานเนิ่นช้าอะไรหรอก ...แต่มันไม่ตั้งใจกันไม่จริง หลุดๆ ลอกๆ ร่อนเร่พเนจรไปในสังสารวัฏ

อย่าให้มันออกนอกกาย...ทั้งวันทั้งคืน ตลอดเวลา ให้มันวิ่งวนอยู่ในกายนี่แหละ ...อย่าให้มันลอดออกไป ลอดช่อง ลอดใต้ถุนเรือนออกไปเรื่อยอ่ะ...ใจ

หลงไปในอดีตในอนาคต หลงไปกับความคิด หลงไปกับความสุขความทุกข์ หลงไปกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องบุคคลนั้นบุคคลนี้ ...หลงกันในสิ่งที่มันไม่เป็นสาระแก่นสาร ไม่ยอมกลับมา

เอาให้มันไม่หลุดรอดไปจากกายอันนี้ให้ได้ หลงไปตรงไหนก็ต้องรีบรู้เท่าทัน...แล้วก็จะได้กลับมาอยู่ในปัจจุบัน ...จิตมันอยู่ในอาการไหนก็ให้รู้

มันหลงไปกับอะไร รู้ปุ๊บ ละทิ้ง อย่าเสียดาย อย่าอาลัย ...หลงกับความคิด พอรู้ว่าคิดปุ๊บ ทิ้งเลย อย่าคิดต่อ กลับมารู้กายปัจจุบันเป็นหลัก

ตัดมันแบบ...วางมันลงไปแบบหน้าด้านๆ น่ะ ไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มันหรอก ทิ้งบ่อยๆ จะได้มีนิสัย “ละ” มีนิสัย “ทิ้ง” ...มันจะได้เลิกละไอ้นิสัยก่อเกิด ลุ่มหลง มัวเมา

จิตใจมันจะได้เข้มแข็งขึ้น ตั้งมั่นขึ้น ไม่เอ้อระเหยลอยชายวนไปวนมาอยู่ในสังสารวัฏ

จิตที่มันวนไปวนมา มันไม่จบไม่สิ้น มันไม่มีทางจบไม่มีทางสิ้น ...เดี๋ยวก็มีเรื่องใหม่ เดี๋ยวก็มีเรื่องใหม่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ

แต่ถ้ารู้ว่ามันเป็นแค่อาการความคิดความปรุงแค่นั้น มันก็จะหยุดอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็เห็นขันธ์น่ะ มันเป็นแค่อาการเกิดดับสลับกันแค่นั้นแหละ

เห็นขันธ์ตามความเป็นจริง ไม่มีสาระแก่นสารอะไร อาการของนาม อาการของรูป ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ มันก็แค่เป็นปัจจัยที่มาประกอบกันชั่วคราว

ไม่ว่าจะเป็นรูป ไม่ว่าจะเป็นนาม ไม่ว่าจะเป็นเวทนา สัญญา สังขาร  ไม่ว่าจะเป็น เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้กลิ่น ได้รส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง น่ะ มันแค่เป็นเหตุปัจจัยมาประกอบกันขณะหนึ่งๆ 

นั่นน่ะ แยกออกให้มันเห็นความเป็นจริงของขันธ์ ๕ ให้มันเกิดปัญญา มันจะเกิดความรอบรู้ในขันธ์ ๕ มันไปหลงกับอะไร หลงกับภาพ หลงกับรูป หลงกับกาย หลงกับนาม หลงกับความคิด

ทั้งๆ ที่ว่ามันเป็นแค่ปัจจัยปรุงแต่งรวมกันแค่ขณะ ประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็เปลี่ยน แล้วก็ดับ แล้วก็เกิดใหม่ มันไม่จีรังยั่งยืนอะไรหรอก

มันหมุนเวียน ผันเปลี่ยน แปรปรวน สลับไปสลับมา ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หาความเป็นตัวเป็นตน หาที่ตั้งที่แน่นอนก็ไม่มี

เย็น ร้อน อ่อน แข็ง สุข ทุกข์ น่ะ จับต้องได้ไหมล่ะ หยิบจับฉวยยังไม่ได้เลย หารูปลักษณ์ตัวตนที่แท้จริงมาดูก็ยังไม่ได้เลย ...นี่ ความไม่มีตัวตน

อย่าไปเผลอเพลินกับมัน ไปหลงในอุปาทาน ไปหมายมั่นในสิ่งที่แม้กระทั่งตัวมันเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามันเป็นอะไร

ตัวมันเองก็เป็นธรรม แสดงความเป็นธรรมอยู่ด้วยการแสดงอาการที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ...ไม่ต้องไปฆ่าไม่ต้องไปประหารมันหรอก มันตายอยู่ในตัวของมันเองขันธ์น่ะ

ก็ศึกษากับมันไป ดูมัน รอบรู้กับมัน จนแจ้งในขันธ์ ๕ ว่ามันไม่มีอะไร เป็นแค่การรวมกันตามเหตุปัจจัยขณะหนึ่งๆ

แต่เมื่อใดที่เผลอ เพลิน หลง เมา...ว่ามันเที่ยง ว่ามันมีตัวมีตน ว่ามันจับต้องได้เมื่อไหร่ ...เมื่อนั้นกิเลสเกิด...ราคะบ้าง โทสะบ้าง ปฏิฆะบ้าง โลภะบ้าง ...มันจะเกิดตามมา

เพราะนั้นกิเลสมันก็คือการปรุงแต่งอีกส่วนหนึ่ง ที่เกิดจากความไม่รู้...ไม่รู้ว่าขันธ์ไม่เที่ยง ไม่รู้ว่าที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้ฟัง นี่ไม่เที่ยง ไม่รู้ว่าข้างหน้าอดีต-อนาคตน่ะมันไม่มี

แต่เพราะความไม่รู้ เพราะความหลงเผลอเพลิน มันไปหมายเอาข้างหน้า...ว่ามันมี ว่าต้องมี ว่าควรมี ว่าไม่ควรมี แน่ะ ไปหมายมั่นเอาสิ่งที่ยังไม่เกิดว่าเป็นของที่เที่ยง จับต้องได้

เหมือนกับเป็นของกินที่มันจะไปกลืนกินกับสิ่งนั้น เข้าใจว่ามันจะอิ่มท้อง...เมื่อนั้นแหละ กิเลสจะตามมา ด้วยความโง่ ด้วยความไม่รู้

ไม่รู้ว่าทุกสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี่จับต้องไม่ได้ เหมือนอากาศธาตุน่ะ เหมือนความว่าง ตัวมัน...น้ำหนักตัวมันเองยังไม่มีเลย

เพราะนั้นถ้าหลงเผลอเพลินเมื่อไหร่ปุ๊บ มันก็จะก่อให้เกิดกิเลสมากขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ ...โลภะก็มากขึ้น ราคะก็มากขึ้น โทสะก็มากขึ้น ยินดียินร้ายก็มากขึ้น

ความขัดข้องหมองใจก็มากขึ้น ความขุ่นมัวก็มากขึ้น ความเศร้าหมองก็มากขึ้น เพราะไปหมายในสิ่งที่มันไม่มีตัวไม่มีตน

ดิ้นรน ขวนขวาย กระวนกระวาย กระสับกระส่าย กระเสือกกระสน เหมือนปลาหมอแถกเหงือกบนพื้นแห้งๆ สุดท้ายก็โดนแดดเผาตาย ...ตายแล้วมันก็ยังไม่เข็ดอีก เอาอีก เผลอเมื่อไหร่เอาอีก กิเลสเกิด

ทั้งนี้...ให้เท่าทัน เห็นขันธ์ตามความเป็นจริงบ่อยๆ คือเห็นความดับไปของมัน ความไม่มีตัวความไม่มีตน ความไม่มีที่ตั้งที่หมาย ความที่ว่าเกิดขึ้นชั่วคราว ความที่มันแปรเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา

นี่ ให้รู้เห็นบ่อยๆ มันจึงจะไปสอนใจให้ฉลาด ไอ้ใจโง่หรือไอ้ใจไม่รู้น่ะ คืออวิชชานั่นแหละ ...ไอ้ดวงจิตที่รู้นั่นแหละ แต่มันเป็นดวงจิตของอวิชชา มันยังไม่รู้จริง

ก็ต้องให้มันเห็นความเป็นจริงของขันธ์บ่อยๆ เกิดดับในปัจจุบันๆๆ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว นิ่ง ขยับ เคลื่อน ความคิด อารมณ์

ดูอาการตั้งอยู่ของมัน ดูอาการดับไปเองของมันบ่อยๆ มันก็จะไปสอนใจให้มันฉลาดขึ้นมาเอง เพราะนั้นคือให้เห็นความเป็นไตรลักษณ์

ตรงนั้นแหละเรียกว่าปัญญา ตรงนั้นน่ะถึงจะเอามาฟาดฟัน หรือว่าทำให้เกิดความจางคลาย เมื่อมันเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ มันจะเกิดความจางคลาย

จางคลายอะไร อะไรจางคลาย ...กิเลสจางคลาย ...ก็มันเห็น ...แต่ก่อนมันเคยเห็นว่ามันเที่ยง มันก็เห็นว่าไม่เที่ยงแล้วเดี๋ยวนี้ กิเลสมันจะเกิดได้ยังไง  

กิเลสมันจะเกิดจากความหมายมั่น ...รำคาญ หงุดหงิด ไม่พอใจ เป็นเพราะอะไร ...เป็นเพราะมันต้องการหาไอ้ที่พอใจอยู่ข้างหน้ามาแทนตรงนี้อ่ะ

นั่นน่ะคือความเที่ยง นั่นน่ะคือภพข้างหน้า นั่นล่ะคือความเป็นตัวเป็นตน ของที่มันจะกินข้างหน้า

แต่เมื่อเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมันบ่อยๆ มันจะไปหมายอะไร โกรธมันจะโกรธได้ยังไง โลภได้ยังไง โทสะมันจะมีตรงไหน มันก็มีอยู่ในปัจจุบัน เห็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็ อ๋อ ก็แค่นั้นเอง

เมื่อเห็นปัจจุบันดับบ่อยๆ มันก็ไม่มีหรอก อดีตอนาคตน่ะ กิเลสมันก็จะจางคลายของมันไปเอง ไม่ต้องไปละ ไม่ต้องไปฆ่า ไม่ต้องไปฟัน มันไม่มารบกวนจิตใจหรอก

แต่ในขณะแรก ด้วยความไม่รู้เท่าทันเมื่อกิเลสเกิด โกรธ หลง ขุ่น พอใจ ไม่พอใจ ...ไม่ต้องทำอะไร อดทน รู้เฉยๆ สอนมันซะมั่ง เสือกโง่ดีนัก ต้องรับวิบากไป อย่าไปประกอบเหตุใหม่ อย่าหนีมัน

เมื่อเราไม่ประกอบเหตุขึ้นมาอีก ด้วยการเข้าไปแก้ เข้าไปแทรกแซง เข้าไปเพิ่ม เข้าไปตัด เข้าไปลด เข้าไปละ เข้าไปดับ เข้าไปหนี 

ไอ้เหตุปัจจัยที่เคยสร้างมาก่อนกับสิ่งที่ถูกรู้ เคยคาดเคยฝัง มันก็เท่ากับความโกรธที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบันนั่นแหละ

และเมื่อไม่สร้างเหตุใหม่ขึ้นมาอีก ด้วยการกระทำหรือเจตนาใดๆ ต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของใจ มันจะหมดเหตุปัจจัยของมันไปเองแหละ ในอารมณ์นั้น ในกิเลสตัวนั้นๆ

แต่ต้องอดทนเสวยวิบากไป แห่งความโง่เขลา มันจะได้จำ หลงอีกจะได้เข้าใจ ว่าถ้าหลงอีกจะเจอทุกข์อย่างนี้ ทุกข์อุปาทานนี้ ทุกข์จากความหมายมั่น ในสิ่งที่มันยังไม่มีไม่เป็น แต่ว่าเป็นจิตที่คาดไปในอดีตและอนาคต

เสวยทุกข์นั้น เรียนรู้กับทุกข์นั้น ...มันจะได้จดจำ มันจะได้ไม่ทำอีก มันจะได้ไม่หลงไม่เผลอไม่เพลินไปกับความเพ้อฝัน เพ้อเจ้อ

จิตมันเพ้อเจ้อ เลื่อนลอย ไหลไปไหลมากับอะไรก็ไม่รู้ ไม่เป็นสาระ ฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่ตั้งมั่นอยู่ในที่อันเดียว...ในปัจจุบัน

ที่อันเดียวน่ะคือปัจจุบัน ความเป็นจริงมันมีอยู่ที่เดียวคือปัจจุบัน ... ปัจจุบัน...ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏแหละ คือความจริง คือทุกขัง คือทุกขสัจ  

ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจมีความคิดมีความสุขมีความทุกข์ ทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นมาให้รับรู้ในปัจจุบัน นั่นเรียกว่าทุกขัง ทุกขสัจหรือว่าทุกขัง 

ถ้าเป็นพระอริยะท่านก็เรียกว่าทุกขัง อริยสัจจัง คือท่านรับรู้ด้วยความเป็นกลาง มันต้องเป็นอย่างนั้น ท่านไม่เดือดร้อนกับทุกขัง เพราะท่านเห็นว่าเป็นธรรมดา

เมื่อรับรู้ด้วยความเป็นธรรมดากับทุกขังที่ปรากฏ ไม่ว่าตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รสก็ตาม 

เมื่อยอมรับด้วยความเป็นอาการปกติธรรมดา ไม่ไปประกอบเหตุขึ้นมาใหม่กับสิ่งที่ปรากฏ ไม่ต้องไปถามหาทุกข์อุปาทานหรอก มันไม่เกิด ... มันไม่มีช่องว่างให้เกิด

แต่ของพวกเรานี่มันเจอสองเด้ง ทุกขสัจก็เจอ แล้วก็มีทุกข์อุปาทานมาโถมทับอีก ...แล้วมันแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นทุกข์อุปาทาน อันไหนเป็นทุกขสัจ

มันก็เลยเรียกไม่ได้ว่าเป็นทุกขัง อริยสัจจัง ...มันมีแต่ทุกข์ล้วนๆ มีแต่อะไรๆ ก็เป็นทุกข์ ซึ่งมันแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นทุกข์จริง อันไหนเป็นทุกข์ไม่จริง 

เพราะโง่ เพราะไม่มีปัญญา เพราะจำแนกไม่ออก ...หูได้ยินเสียง แก้ได้มั้ย ...นี่ทุกขังนะ นี่ความเป็นจริงนะ  ...แต่ถ้าไม่พอใจนี่อุปาทานเกิด

เกิดยังไง ...ไม่พอใจ โกรธ ปฏิฆะ เพราะไปหมายเอาว่าเมื่อไหร่มันจะดับ นี่เกิดล่วงไปในอนาคตแล้วคืออุปาทานหมายมั่น จึงเกิดโทสะหรือปฏิฆะตามมา 

แต่ถ้ารับรู้ว่ามันเป็นทุกขัง เป็นธรรมดา หูต้องได้ยินเสียง เสียงนี้เลือกไม่ได้ ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีใครบงการ มันมีเหตุปัจจัยให้เกิด หมดเหตุปัจจัยมันก็ดับของมันเอง ไม่มีใครบังคับให้มันดับได้

นี่มันก็เถียงอีก ว่าเดี๋ยวกูไปด่ามันก็หยุด ...นี่นิสัยคนมันชอบหาช่องทางรอด หาทางเอาตัวรอด หาทางเอาตัวรอดจากทุกขัง เพื่อให้เกิดทุกข์ตัวใหม่ที่เป็นอุปาทานคือสุขขัง คือความพอใจ

มันโง่สองเด้ง...แล้วมันยังโง่อีกหลายเด้งตามกันมา โง่มันก็เลยทับถม อวิชชาเลยทับถม ทับถมด้วยความไม่รู้ เพราะมันเข้าใจว่ากูทำได้ กูแก้ได้

"กูแก้แล้วอ่ะ มึงอ่ะโง่ มึงไม่ไปพูดไม่ไปสั่งไม่ไปสอนมัน มึงก็ฟังเสียงไปสิทั้งวัน กูนี่ถ้าได้ยินเมื่อไหร่เห็นเมื่อไหร่ กูไปพูดไปด่าไปบอกมันปุ๊บ มันหยุดทันทีเลย" ...นี่เห็นมั้ย มีความสุข

ด้วยความไม่รู้ มันทำแล้วมันได้ผล มันจึงเกิดเป็นมานะทิฏฐิว่ากูทำได้ เห็นมั้ยๆ เที่ยง มันต้องทำอย่างนี้สิ ...นี่ ฉลาด มันคิดของมันเองนะว่าตัวมันฉลาด ไอ้คนที่ไม่ทำอะไรเลยอยู่เฉยๆ นี่โง่

แล้วก็ อ่ะ..พอได้เวลาก็มานั่งพุทโธๆ ต่อ เงี้ย มันก็คงสำเร็จเข้าสักวันหรอก (หัวเราะ) แต่ไม่รู้พระพุทธเจ้าองค์ไหน (โยมหัวเราะ) ...คงไม่ทันพระโคดมนี่หรอก

เพราะงั้นต้องแยกให้ออก ไอ้ที่ท่านให้ละทุกข์ หรือว่าทุกข์นั้นจะดับไปน่ะ คือทุกข์อุปาทาน ...แต่ทุกขสัจนี่ไม่ดับ มีแต่เกิด ตั้ง แล้วก็ดับของมันเอง ไม่ต้องไปเดือดร้อนกับมัน

อย่าไปเชื่อคำปรุงแต่งที่มันจะคอยอ้าง คอยบอก คอยแก้ตัวแก้ต่าง ...ด้วยความไม่รู้มันก็จะสร้างทิฏฐิความเห็นขึ้นมาเรื่อยๆ แต่หารู้ไม่ไอ้ทิฏฐิความเห็นนั้นน่ะท่านเรียกว่ามิจฉา

เพราะมันออกมาจากความไม่รู้จริง มันก็จึงเป็นทิฏฐิสวะหนึ่ง ...อย่าไปเคารพนบนอบเทิดทูนความคิดความเห็นนั้นๆ

เมื่อรู้ มีสติเท่าทันแล้วก็ละซะ อย่าตามมัน เดี๋ยวมันก็ดับ เดี๋ยวมันก็ดับไปเอง ...ไม่มีความเห็นไหนหรอกที่มันคาราคาซังอยู่อย่างนั้นน่ะ มันก็ดับ ...เกิดใหม่ก็คือรู้ว่าเกิดใหม่

ไอ้ของเก่าน่ะมันดับไปแล้ว มันเกิดขึ้นมาใหม่  แต่มันดูเหมือนอันเก่าแค่นั้นเอง สังเกตดู ...มันไม่ใช่ว่ามันคาราคาซังอยู่ ไม่เกิดไม่ดับเลย เป็นอมตะนิรันดร์กาลอยู่ในใจ...ไม่มีหรอก

มันปรุงขึ้นมาใหม่แค่นั้นเอง แต่ภาพมันรีรันน่ะ รีเพลย์น่ะ มันไม่ใช่ของที่มันต่อเนื่องยาวนานออกมานะ ...ดูให้เห็นความขาดไปดับไปของมันบ่อยๆ แล้วจะเห็นความไม่เป็นชิ้นเป็นอัน


(ต่อแทร็ก 3/17  ช่วง 2)