วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 3/30 (1)



พระอาจารย์
3/30 (540421)
21 เมษายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  จะกลับแล้วหรือ

ผู้ถาม –  ครับ จะมากราบลาอาจารย์ด้วยครับ แล้วก็ส่งการบ้าน


พระอาจารย์ –  กลับไปเรียนต่อรึไง

ผู้ถาม –  ครับผม ต้องกลับไปเรียนบาลีต่อน่ะครับ ยังไงก็ต้องกลับวัด พอกลับวัดยังไงมันก็ต้องเรียนน่ะครับ อาจารย์ที่นั่นท่านก็ต้องให้เรียน


พระอาจารย์ –  ปธ. เท่าไหร่

ผู้ถาม –  ปธ. ๔ ครับ


พระอาจารย์ –  แล้วเป็นยังไงมั่งล่ะอยู่นี่

ผู้ถาม –  ก็โดยรวมๆ แล้วทางกายก็สบายดี ทางจิตผมว่ามันก็พัฒนาขึ้นน่ะครับ จิตมันก็มีสติมากขึ้น จากครั้งล่าสุดที่มากราบพระอาจารย์ หมายถึงว่าคราวนี้น่ะครับที่มา ก็ดูเหมือนจิตมันจะมีสติมากขึ้น 

แต่พอที่อาจารย์บอกให้ไปภาวนาต่อตามที่บอกนั่นน่ะครับ ก็มันจะมีบางช่วงที่ผมเห็นว่าจิตมันเหมือน...ตอนเดินจงกรม จิตมันดับไปแป๊บนึง แพล้บนึง แล้วยิ่งตอนนั่งสมาธิ มันจะดับไปวูบนึงเลย ก็นิดนึง 

แต่ถัดจากนั้นมันก็ไม่มีอะไร มันก็เป็นไปตามปกติ แต่กลับเห็นอะไรต่างๆ มันไวมากขึ้นน่ะครับ มันเหมือนมีอะไรแบบคงๆ อยู่แล้วก็ติ๊กๆๆ ไปเรื่อยๆ แต่ว่าผมไม่ได้เป็นบ่อยน่ะครับ เป็นบางช่วงที่มันจะทรงๆ อยู่อย่างนั้น มันก็เป็นอยู่ประมาณนี้น่ะครับ


พระอาจารย์ –  ก็ทำไปอย่างนี้แหละ มันไม่ใช่ว่าทำแค่เดินจงกรมนั่งสมาธิ มันต้องตลอดเวลา ต้องต่อเนื่องให้ได้ตลอดเวลา ด้วยสัมปชัญญะ ไม่อ้างเวลา สถานที่ใด ...รู้ขึ้นมาแล้วก็ตั้งใจขึ้นมา 

เมื่อหลงแล้ว รู้แล้ว รู้ตัวแล้ว ก็ตั้งใจต่อจากนั้นไปให้ยืดยาวไป เป็นสัมปชัญญะ ให้มันต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทำอะไร ...จะนั่ง จะยืน จะเดิน จะอ่าน จะดู จะเห็น จะได้ยินอะไร ก็ให้มันรู้ต่อเนื่องไป 

ส่วนการเกิดดับของจิตในปัจจุบันน่ะ แล้วแต่มันจะเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ...ดูไปเรื่อยๆ การเกิดดับในปัจจุบัน มันเกิดขึ้นเอง ไอ้ความเกิดดับในปัจจุบัน มันก็ไม่มีอะไร 

วลามันดับในปัจจุบัน บางทีมันดับทั้งสิ่งที่ถูกรู้แล้วก็รู้...มันดับ ...จิตไม่เที่ยง อะไรก็ไม่เที่ยง เกิดดับพร้อมกันในปัจจุบัน แล้วมันก็ต่อเนื่องขึ้นมา

เมื่อประกอบเหตุแห่งสติขึ้นมา...สติปัฏฐาน ให้ต่อเนื่องเป็นสัมปชัญญะ ...นี่ เรียกว่าเป็นการเจริญมรรค เป็นการประกอบเหตุแห่งมรรคขึ้นมา ด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะ

ก็ไม่ไปประกอบเหตุแห่งความอยากสงบ ความอยากเห็น อยากมี อยากเป็นอะไร อยากรู้อะไร...ไม่ใช่ ...ประกอบเหตุแห่งสติสัมปชัญญะ เรียกว่าการเจริญมรรค

ผลมันก็จะปรากฏของมันตามลำดับลำดา ความรู้ความเข้าใจก็จะตามมา ...ความเข้าใจ ความแจ้งในขันธ์ ความเห็นที่มีต่อขันธ์ มันก็จะตรงเข้าไป มันก็เก็บเกี่ยวผลไป

ความเบา ความเป็นอิสระ ความไม่เป็นเรื่องเป็นราว ความมีเรื่องมีราวกับขันธ์ กับอายตนะ กับรูปกับนาม กับสรรพสิ่ง เรื่องราวต่างๆ มันก็จะน้อยลง ...เรื่องมี...แต่เราไปมีเรื่องกับมันน้อยลง

เพราะนั้นเรื่องมันมีอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ เรื่องทางรูป เรื่องทางเสียง เรื่องทางกลิ่น เรื่องทางรส เรื่องทางผัสสะ เรื่องทางใจ มันก็มีตลอดเวลา มันไม่หายไปไหนหรอก

แต่เรา...มันไม่มี “เรา” ไปมีเรื่องกับมัน หา “เรา” ไปมีเรื่องกับมันน้อยลง ...นั่นแหละผล ไม่ต้องหวังผลอื่น ...แล้วเราก็เจริญมรรคต่อ สติสมาธิปัญญา สัมปชัญญะให้ต่อเนื่องไป

เรียกว่าอาศัยอยู่โดยความเพียร เพียรต่อเนื่อง เพียรรู้เพียรละ เพียรรู้...แล้วก็ละ เพียรรู้แล้วก็ละไป ...ไม่ใช่รู้อะไรแล้วก็เก็บ รู้อะไรแล้วก็มาเป็นเรื่อง รู้อะไรแล้วก็มาเป็นเหตุสงสัย

ไอ้อย่างนี้มันไม่ได้รู้ละ มันรู้เอา ...เพราะนั้นก็ไม่เอา รู้อะไรเห็นอะไรมา มีอะไรเกิดขึ้นปึ้บ มันก็ปล่อย ให้เขาเกิดเอง ตั้งเอง แล้วก็ดับไป ผ่านไป ...อย่างนี้เรียกว่ารู้แล้วละ

รู้แล้วไม่เอามาเป็นอารมณ์ รู้แล้วไม่เอากลับมาเป็นเรื่องเป็นราวต่อเนื่อง แค่นั้นแหละ ...ใจมันก็จะค่อยๆ ถอนออกจากการเข้าไปมีไปเป็นกับขันธ์ทั้งรูปและนาม

ขันธ์ประกอบด้วยรูปและนาม รูปขันธ์นามขันธ์ ...ส่วนที่มันจะไปติดข้องมากที่สุด ก็คือในเรื่องของนามขันธ์ คืออดีต อนาคต ความจำ ความปรุง

ความอยากมักจะไปเกิดขึ้นกับรูปขันธ์นามขันธ์ซะส่วนมาก...กับนามขันธ์นี่ส่วนมาก ...ส่วนรูปขันธ์มันชัดกับรู้ มันจะแรง มันจะปรากฏชัดเจน มันก็จะรู้ทัน

เกิดอาการวิตกกับรูป เข้าไปข้อง เข้าไปติดกับรูป...ก็อยู่ด้วยความอดทน ...ถึงละไม่ได้ก็อยู่ด้วยความอดทน รู้ไป ดูไป แยบคายกับมันไป แยกส่วนระหว่างรู้กับกาย รู้กับเวทนา แยกออกไป

รู้เข้าไป ...เท่าทัน นี่ ความเท่าทันจะมากขึ้น ...ต่อไปพออยากมีอยากเป็น มันก็จะทัน  อยากได้อยากเห็นอะไร มันก็จะทัน  อยากหาอยากรู้อะไร มันก็จะทัน

ญาณทัสสนะ นี่ทัน...ดับหมด ...พอมันทันความอยาก ก็จะดับความอยาก ...จิตมันก็จะเบา จะโล่ง  มันก็จะเงียบขึ้น สงบขึ้น วิเวกขึ้น สงบจากการปรุงแต่ง

ความปรุงแต่ง ความเข้าไปหมายในสิ่งต่างๆ ก็จะค่อยๆ น้อยลง จางลง อ่อนลง ...ไม่ต้องมาบังคับด้วยความอดทนกับมัน ก็อยู่ด้วยความเพียร เจริญศีลสมาธิปัญญาไม่ขาดสาย

ไม่ต้องหาผล...ผลมันเกิดเอง อยู่ที่ประกอบเหตุอย่างไร  ขี้เกียจก็น้อย ได้น้อย  ขยันก็ได้เยอะ ผลมันก็ได้เยอะ ...ถ้าขาดเป็นวรรคเป็นตอน เป็นช่วงเป็นห้วง ผลก็หาย

เมื่อผลมันไม่ปรากฏ ผลมันไม่มี ...นี่เพราะเหตุไม่เกิด เหตุไม่ทำ ...มันก็เกิดความเศร้าหมอง สงสัย ขุ่นมัว ฟุ้งซ่าน นิวรณ์ก็ครอบงำ...กามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา 

นิวรณ์พวกนี้ก็จะครอบงำ เป็นผลแห่งการที่หลงเผลอเพลินไปมีไปเป็นกับขันธ์ แล้วขันธ์มันไม่ยอมมีไม่เป็นกับเรา นั่นแหละ อาการมันก็เป็นความขุ่นมัว เศร้าหมอง รันทด เสียใจ อาลัย เป็นสุข เป็นทุกข์

เพราะนั้น สติเป็นเหมือนเงื่อนปมแรก เป็นจุดแรก...ที่มันจะสาวได้หมดทั้งศีลสมาธิปัญญา  มันเป็นช่วงแรกของการมีอุปกรณ์ที่จะให้เกิดศีลสมาธิปัญญา

ถ้าไม่มีสติ ศีลไม่เกิด สมาธิไม่เกิด ปัญญาไม่เกิด ...จะนั่งสมาธิจนตาย แต่ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ ไม่มีตัวรู้ ใจ...ไม่มีแยกใจออกมา เห็นว่าทำอะไร รู้อะไร มีอะไรปรากฏ

มันไม่เป็นสมาธิสมาแทะอะไรหรอก มันมีแต่ความอยากสงบแค่นั้นเอง ไม่มีอะไร ...แล้วก็มีข้ออ้างกับการมาซัพพอร์ทในความสงบ...มาสนับสนุนมันให้ทำต่อไปแค่นั้นเอง

แต่ถ้ามีสติแล้วนี่ ยืนเดินนั่งนอน...แม้ไม่สงบ รู้อยู่เห็นอยู่ว่าทำอะไร  มันเป็นการเรียนรู้ขันธ์โดยปริยาย เป็นการเห็นขันธ์ตามความเป็นจริง โดยไม่ต้องไปค้น ไม่ต้องไปหา

มนุษย์ทุกคนน่ะ มันอยู่กับขันธ์...แต่มันไม่เห็นขันธ์  มันอยู่กับใจ...แต่มันไม่เห็นใจ  มันอยู่กับเสียง...แต่มันไม่รู้ว่ามีเสียง  อยู่กับรูป...แต่ไม่รู้ว่ามันเห็นรูป

นี่ มันอยู่ด้วยความโง่ อยู่ด้วยความหลง อยู่ด้วยความมัวเมา อยู่ด้วยความเห็นต่างๆ นานา ที่เสกสรรขึ้นมาเอาเองของใจที่มีอวิชชาเป็นตัวผลักดัน

คือความไม่รู้นั่นแหละผลักดันออกมาเป็นความเห็น อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ผสมปรุงแต่งขึ้นมาแล้วก็เชื่อในลมๆ แล้งๆ ...มันก็เลยเป็นการวิ่งไล่จับลมไป

มันก็หาอะไรมาทดแทนของเก่าอยู่ร่ำไป หาใหม่เพื่อให้ได้ใหม่ ...มันก็มีแต่ของเก่าในโลกนี้ เปลี่ยนมือกันไปเปลี่ยนมือกันมา ...เหมือนเรามีเงินนี่ เราก็บอกว่าเงินของเรา

มันดูเหมือนใหม่ของเรา แต่จริงๆ เป็นเก่าของคนอื่น มันเปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมาอยู่อย่างนี้ มันไม่ได้เป็นของใหม่ เดี๋ยวก็อยู่มือเรา เดี๋ยวก็อยู่มือคนนั้นคนนี้ เดี๋ยวก็อยู่ในแบงค์

มันเป็นของหมุนเวียนอยู่ในโลก แต่ด้วยความไม่เข้าใจเราก็คิดว่า ดีอกดีใจว่าได้เงินได้ทอง ได้จับจองได้เป็นของเรา ...เมื่อเป็นของเราเดี๋ยวเราก็ใช้ไปแล้ว เดี๋ยวก็หมดแล้ว

ดูแบงก์ในกระเป๋าเราสิ มันใช่แบงก์แรกที่เราได้รึเปล่า ใช่มั้ย ไม่มีอ่ะ ...มันไม่ใช่ของใหม่ มันเป็นของเปลี่ยนมือไปเปลี่ยนมือมา ทดแทนกัน หมุนเวียน ในภาวะของโลก

ถ้าเรารู้เราเข้าใจ มันไม่มีอะไร มันก็จะหยุดการแสวงหา ...มันก็จะไปหาอะไรในของเก่า ใช้มานักต่อนักแล้ว อยู่กับมันมานักต่อนักแล้ว ทำไมไม่รู้จักวาง

หยุดการแสวงหา แล้วก็ทำความเข้าใจกับขันธ์ ว่าแม้แต่ขันธ์นี่ก็ยืมเขามา ยืมโลกมาใช้ชั่วคราวอย่างนี้ สุดท้ายแล้วก็เปลี่ยนมือไป เปลี่ยนไปเป็นของคนอื่น

อะไรๆ ก็กองลงพื้นดิน แล้วก็จมลงในดิน ในน้ำ ในอากาศ ในลม ในไฟ เป็นของกลาง ...เสร็จแล้วก็เปลี่ยนมือไปเป็นรูป นามมันมาหยิบมายืมใช้สอยไป มาจับมันมาผสมปรุงเป็นรูปใหม่

ดูเหมือนรูปใหม่ มันก็รูปเรานั่นแหละ คืนเขาไป แล้วเขาก็เอาไปรีไซเคิลใหม่ ใช่มั้ย ...เราก็มาจากการรีไซเคิลใหม่เหมือนกัน รูปอันนี้ กายอันนี้ ...มันเป็นเรื่องวนเวียนๆๆ

ดูจนกว่าจะเข้าใจ ดูจนเห็นความแปรปรวน ความเปลี่ยนไปในโลก ...มันเป็นการเล่นแร่แปรธาตุกันอยู่อย่างนี้ สลับสับเปลี่ยน ปรุงใหม่แต่งใหม่แล้วก็ดับ แล้วก็ปรุงใหม่แต่งใหม่แล้วก็ดับ

มันหลอกได้แต่คนไม่มีปัญญาหรือคนที่ไม่แยบคาย มันก็มาติดว่านี่ของดี นี่ของใหม่ นี่ของเลิศ ...สุดท้ายก็ทิ้ง สุดท้ายก็หมดท่าหมดทาง แล้วก็หากันใหม่ เข้าใจว่าได้ของใหม่มาทดแทนแล้ว 

มันเป็นการปรุงแต่ง ใจที่ไม่รู้เท่าทันก็ไปหลงกับความปรุงแต่ง มันเข้าใจว่าเป็นของใหม่ ก็มาหลงของเก่าที่คิดว่าใหม่ ...ไม่เบื่อ ก็เลยไม่รู้จักเบื่อ

แต่ถ้ามันเห็นความเป็นจริงของความแปรปรวน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ความไม่คงอยู่ ไม่มีความถาวรในรูปนั้นนามนั้น มันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ...มันจะเกิดความเบื่อ

เบื่อในการซ้ำซากจำเจ เบื่อในการที่จะไม่รู้จักจบจักสิ้น เบื่อในการที่ไม่มีหัวไม่มีท้ายของมัน ...จิตมันก็จะคลายจากการเข้าไปหมายเอา โดยคิดว่าจะได้ดีกว่านี้

มันก็จะละถอนความทะยานไปในภพอดีตอนาคต ...กลับมายอมรับกับสิ่งที่มีที่เป็นในปัจจุบันเท่านั้น 

แล้วจากการยอมรับสิ่งที่มีสิ่งที่เป็น ...มันก็จะยอมรับด้วยความทนทุกข์ ยอมรับในสภาวะทุกข์ในปัจจุบันอยู่แล้ว

เพราะว่าเราก็จะเห็นในปัจจุบันนี่ก็ไม่เคยคงอยู่ ก็หมุนวนสลับสับเปลี่ยน เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาตลอดเวลา ...มันก็ยิ่งเบื่อหน่าย ถอดถอนออก คลายออก จางออก ...ไม่เอาอีก ไม่เอาอะไรกับมันอีก

มันก็จะยอมรับกับความผันแปรนี้ เป็นธรรมดามากขึ้น ...เมื่อเราไม่เอากับมัน มันก็จะเข้าใจว่ามันเป็นธรรมดา ...มันจะไม่ธรรมดาต่อเมื่อเราเข้าไปมีเข้าไปเป็นอะไรกับมัน

แต่เมื่อเราเข้าใจแล้ว ออกมาเป็นผู้ดูผู้เห็น ดูมันเฉยๆ มันก็จะเห็นความเป็นธรรมดา ความเป็นปกติ ความหมุนวนที่เป็นธรรมดา ...มันเกิด ตั้ง แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา

มันก็ไม่มีอารมณ์เข้าไปร่วมกับสิ่งที่เป็นธรรมดา ไม่ต้องมีอารมณ์ที่เป็นส่วนของกามไปยินดี ในส่วนของปฏิฆะหรือความยินร้าย หรือหงุดหงิดรำคาญ

มันก็จะเห็นความเป็นจริง เข้าใจความเป็นจริง ไอ้ที่เห็นความเป็นจริง ปัญญาเห็นความเป็นจริง ยอมรับความเป็นจริง คือมันเห็นว่าทุกสิ่งเป็นธรรมดา

ตั้งอยู่ก็เป็นธรรมดาของมัน เกิดก็เป็นธรรมดาของมัน ดับก็เป็นธรรมดาของมัน เนี่ย ความเป็นจริงมีอยู่แค่นี้ ...นี่ใจเห็นความเป็นจริงมันเป็นเรื่องธรรมดา ทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด

จิตก็อยู่ในฐานะที่รับรู้เป็นธรรมดา ...ไม่ว่าจะมากจะน้อย จะเกิดจะดับ จะไม่เกิดจะไม่ดับ จะมากขึ้น จะน้อยลง จะซ้าย จะขวา จะหน้า จะหลัง จะบน จะล่าง

จะอะไรก็เป็นเรื่องธรรมดา ของธรรมดาของมัน ของโลก ของอาการ ของปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ของไตรลักษณ์ ...ที่สุดมันจะประมวลลงเป็นเรื่องของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

ในตัวไตรลักษณ์ไม่มีชื่อไม่มีเสียง ไม่มีความหมายมั่นของมันเอง  มันไม่เคยบอกว่ามันเป็นอะไรในตัวของมันเอง ...เนี่ย มันแสดงความเป็นจริง ว่าเป็นอาการ ปรากฏการณ์

สภาวะหนึ่งๆๆ ก็คือสภาวธรรมหนึ่ง สภาวะธาตุหนึ่งแค่นั้น ...ไม่ได้เป็นอะไร ตามที่เราเคยคิด ตามที่เราเข้าใจ แล้วก็เลยสมมุติว่ามันคืออย่างนั้น เป็นอย่างนี้

นั่น มันก็เข้าใจพร้อมกับละความเห็นตามบัญญัติ ตามสมมุติไป 


(ต่อแทร็ก 6/30  ช่วง 2)



วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 3/29 (2)


พระอาจารย์
3/29 (540414)
14 เมษายน 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 3/29  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ปัญญาก็มีแค่นี้ กลับคืนสู่ความเป็นปกติธรรมดา จนมันเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ...สู่สามัญ กลับมาคืนสู่สามัญลักษณะ แล้วก็ยอมรับในสามัญลักษณะนั้นเอง...คือไตรลักษณ์

ยอมรับทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์...โดยไม่มีภาษาคำพูดอะไร มันยอมรับที่ใจ ด้วยการไม่หือไม่อือ ไม่ไปต่อ ไม่ไปเติม ไม่ไปปรุง ไม่ไปหา ไม่ไปค้น ไม่เข้าไปจัดการ

เหมือนอยู่คนละโลก คนละมิติกัน ...ยังไม่หายไปไหน จนกว่าเวลามันจะหายไปเอง จนกว่าร่างกายมันจะแตกเองตายเอง ดับเอง หมดเอง สูญเอง แก่เอง ตายเอง ...นี่ มันกลางได้จนถึงที่สุด

เพราะฉะนั้น การเจริญสติในชีวิตประจำวัน ต้องให้ต่อเนื่อง ...พยายามตั้งสัจจะธิษฐานขึ้น ในช่วงเวลาเดินเหิน เวลาไปไหน ช่วงไหน เวลากิน เวลาอาบน้ำ

นี่ ตั้งเป็นช่วงไปเลยว่าขณะนี้ ตอนนี้ ช่วงเวลานี้ กำลังทำภารกิจตรงนี้...จะไม่ลืมตัว จะไม่ออกนอกตัวนี้ จะรู้ตัวตลอด ...แล้วก็ดู เห็นอาการในตัวนั้น ไม่ว่าจะเป็นความคิดความปรุงความแต่ง ก็ให้เห็นทัน 

แล้วก็ให้รู้อาการทางภายนอก ยืน เดิน นั่ง นอน  อิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย ...จะไม่ให้ลืม ไม่ให้เผลอ ไม่ให้หลงออกไป ...เอาตามช่วงนั้น ภารกิจนั้น ให้สำเร็จลุล่วงไป เป็นตอนๆ ไป 

ไม่ได้ก็ต้องให้ได้ ...เอาจนกว่ามันจะได้ เมื่อได้แล้วเอาให้ชำนาญ ...เมื่อชำนาญภารกิจ ชัดเจนอย่างนั้น ไม่ลืมไม่เผลอ แล้วให้ขยายออกไป ต่อออกไปอีก ให้ยืดออกไป 

ให้ยืดความรู้ตัวทั่วพร้อมออกไป รู้พร้อมทั้งอายตนะ ...ขณะนี้กำลังเห็น ขณะนี้กำลังได้ยิน ขณะนี้กำลังคิด กำลังเฉยๆ ขณะนี้กายกำลังทำอะไร ให้รู้ต่อเนื่องต่อไป รู้รอบต่อไป 

ให้มันยืดออกไป ...ไม่ได้ก็ต้องได้ ตั้งสัจจะธิษฐานไว้ มันจะได้มีความก้าวหน้าขึ้น พัฒนาการของสติให้เป็นสัมปชัญญะ ไม่อย่างนั้นสติมันจะเล็กๆ น้อยๆ ไม่พอเก็บ

เหมือนคนยากจน อยากซื้อเพชรซื้อพลอยก็ไม่ได้ เงินไม่พอ ได้แต่มองดูแล้วนั่งฝันเอาว่าจะได้สวมแหวนเพชรสร้อยทอง อย่างนี้ก็ไม่ได้ เพราะเงินไม่พอ

ถ้าอยากมีเงินพอ ก็ต้องสะสมเงิน นี่ สะสมเงิน...คือสติ เก็บไว้ในเซฟ รักษาไว้ เรียกว่าเป็นสัมปชัญญะ ให้มันต่อเนื่อง ...ไม่ใช่ได้มาแล้วใช้ไป ได้มาแล้วก็ใช้ไป...ก็หมดไป

เบื้องต้นนี่ต้องสะสมสติสมาธิปัญญาขึ้นมาเป็นพลวะ เป็นกำลัง เป็นพละ ...ให้พอทัดทานกับความหลงความเพลิน หรือความติดความข้อง

ความหลงความเพลิน ความติดความข้องบางตัวนี่ มันติดมากติดมาย ติดลึกเข้าไปเกินเนื้อเกินหนังเข้าไปถึงกระดูก ไขกระดูกน่ะ มันติด...ไอ้บางเรื่องบางวิสัย ไม่ยอมปล่อย

รู้ว่าติด...แต่ไม่ยอมปล่อย มักจะเข้าไปเอามาเป็นอารมณ์ เอามาเป็นวิถีชี้นำของกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ...นี่เรียกว่าติด ติดมากติดมาย มันยังไม่พอกับที่จะรู้เฉยๆ กับมันได้

ก็เท่าทันมัน แล้วก็รู้เฉยๆ ไม่เสียดาย ...มันจะมีความอดทนแข็งแกร่งขึ้นในการที่จะไม่ตามมัน แม้มันจะหงุดหงิดรำคาญ ไม่ได้ดั่งใจขนาดไหนก็ตาม  สติสมาธิปัญญาก็จะเข้มแข็งมากขึ้นตามลำดับ

แต่ถ้าไม่มีอาศัยสัจจะธิษฐานมาร่วมด้วยช่วยกันแล้วนี่ บางทีมันก็ล่องลอย เลอะเทอะ ...มันก็เข้าใจอยู่ รู้อยู่ในวิถีของการปฏิบัติ ...แต่มันก็เป็นแค่จินตามยปัญญา เป็นแค่จำได้แค่สัญญาอารมณ์ 

มันจะต้องเข้มแข็งขึ้นมา ...เวลาขี้เกียจก็นึกไว้ถึงวันตายของตัวเอง...ไม่อยู่ค้ำฟ้านะ เวลาจะตายแล้วมันยังทำอะไรไม่สำเร็จสมบูรณ์ แล้วเสียดายนะกับเวลาที่ล่วงเลยไปนะ

ให้นึกเตือนไว้นะ ไม่ใช่ให้นึกกลัวตาย ให้กลัวไม่ได้เจริญสติ ...เวลาหมด หมดเวลาไปแล้วก็กลับมานับหนึ่งใหม่ในชาติหน้านี่ เสียเวลาไปตั้งหลายปี หลายสิบปี หลายร้อยปี

เพราะบางภพ บางภูมิ บางที่ มันใช้อายุตามสมมุติบัญญัติเวลา ...การมีกายมีจิตมาสัมผัสสัมพันธ์กับอายตนะกับอารมณ์ กับขันธ์ จนครบห้า ...ไม่ใช่ของง่าย

เพราะนั้นก็ขยันพากเพียร ไม่ต้องพูดไม่ต้องคุยให้มันมาก...มันจะไม่ทัน ...มันหายแพล้บ หายไปไหนก็ไม่รู้ เนื้อตัวอยู่ไหนหายหมด ไม่รู้แล้วหายหมด

แต่ให้มันเป็นการหายกับปัจจุบัน คือดับหาย ดับแล้วดับเลย ...รู้ปุ๊บเห็นปั๊บในปัจจุบันนี่ หายหมดเลย นี่ จะมีหายแบบรู้...แบบเห็นหาย ไม่ใช่แบบไม่รู้ไม่เห็นหาย 

มันหายคนละหาย...หลงก็หาย รู้ก็หาย ...แต่ที่มันจะไม่กลับมาอีกคือต้องรู้แล้วหาย

รู้ตัว...จะไม่มีอาการ แต่มีรู้อยู่ เหลือรู้อยู่ ...ก็จะเห็นกายไม่มี ใจไม่มี กายตามสมมุติไม่มี อาการตามสมมุติไม่มี...ไม่มีชื่อ ดับหมด เหลือแต่รู้อยู่ๆ ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ไปไม่มา

ก็อาศัยรู้อยู่นั่น รู้ต่อไป ดูต่อไป รู้ต่อไปกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น กับตาที่เห็น หูที่ได้ยิน จมูกที่ได้กลิ่น ลิ้นที่ได้รส เย็นร้อนอ่อนแข็งที่สัมผัส อยู่กับโลกปัจจุบัน อยู่กับโลกตามความเป็นจริง

เพราะนั้นโลกตามความเป็นจริง มีอยู่แค่ตรงปัจจุบัน เสียงดับแล้วดับไป รูปผ่านแล้วก็ผ่านไป เขาจะไปยังไง เขาจะว่ายังไง เขาจะคิดยังไง ...ไม่คิดต่อ ไม่จริง

รูปตามความเป็นจริง บุคคลดับๆๆ แม้จะมีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล มันก็ดับ ถ้าอยู่กับปัจจุบัน ก็จะมีแค่นี้ ให้ทัน อยู่กับปัจจุบัน แล้วให้เห็นอาการของนามดับ

พอมันเริ่มพาไปโดยความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั่นแหละจะพาไปสู่อดีตอนาคต ด้วยสัญญาบ้าง ด้วยสังขารบ้าง ก็ให้ทัน ...พอทันปุ๊บ อย่าเสียดาย ละเลย

กลับมาเห็นเท่าที่เห็น รู้อยู่เท่าที่รู้ ได้ยินเท่าที่ได้ยินในเดี๋ยวนี้ หรือกายเท่าที่เป็นก้อน ไหวหรือนิ่ง หรือขยับ กลับมารู้ตัว แล้วก็อาศัยการรู้ตัวให้ต่อเนื่องไป

งาน...นี่เป็นงาน นี่เป็นสัมมาอาชีโว งานในมรรค ทำอยู่แค่นี้ มันไม่ได้ยากจนเกินไปหรอก ...ที่มันยากเพราะมันฝืน ...ฝืน มันต้องทวนความหลง มันต้องทวนความเผลอเพลิน 

มันต้องทวนกับความคิดที่จะไม่คิด ไม่ตามคิดต่อ  มันต้องทวนกับการเข้าไปเสวยในอารมณ์สุขบ้างทุกข์บ้าง ...พอเราแยกออกมาหรือรู้ทันนี่ มันก็จะเป็นไม่สุขไม่ทุกข์...แต่รู้ว่าสุข รู้ว่าทุกข์ อย่างนี้

อยากได้สิ่งหนึ่ง ต้องละสิ่งหนึ่ง ...เมื่อได้สิ่งหนึ่งจากการละแล้ว แล้วถึงจะได้อีกสิ่งหนึ่ง ...แล้วก็ละไอ้สิ่งที่ได้มาใหม่ แล้วก็ละๆๆ ละไป จนไม่มีอะไรให้ละ จนหมดอะไรที่มันละ

จนหมดอะไรที่มันมีความรู้สึกว่ามันมี แค่นั้นแหละ มันก็หมด มันก็จบ มันจะให้ไปหา...ไม่เอา หรือมันมีอะไรของมันปรากฏขึ้นมาเอง...ก็ละ ไม่ต่อ

นี่งาน สัมมาอาชีโว ทำงานในองค์มรรค ...เพราะนั้นตัวที่จะประคับประคองให้อยู่ในงานนี้ได้ คือศีลสมาธิปัญญา ...ไม่รู้จะไปแบ่งกันทำไม ขี้เกียจพูด

แต่ทั้งหมดน่ะคือประคับประคองให้อยู่ในมรรค หรืออยู่ในงานนี้ ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ตกไม่หล่น ไม่ออกนอกงานนี้ ...จึงเรียกรวมกัน ท่านเรียกว่าไตรสิกขา ศีลสมาธิปัญญา

เพราะนั้นอุปกรณ์แรกที่จะทำให้เกิดไตรสิกขาหรือศีลสมาธิปัญญาก็คือสติ ...พอระลึกขึ้นมาปั๊บ มันจะรวมรู้ในปัจจุบันทันที ในขณะนั้นๆ

ก็เจริญไป ศีลสมาธิปัญญา จนมันเป็นมหา...ใหญ่ ยิ่ง โดยธรรมชาติที่มันสามารถรักษาใจได้ตลอดเวลา ไม่ไปไม่มากับอะไร ไม่มีไม่เป็นกับอะไร

มันจะอยู่ได้โดยอิสระด้วยตัวของมันเอง...ใจ พร้อมที่จะรู้ได้กับทุกสิ่ง ...เพราะมันยังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่สามารถรู้ได้ เพราะมันจะเข้าไปปนกันจนเราแยกไม่ออก แล้วไม่ยอมแยก

บางทีรู้ว่าควรแยก ต้องแยก แต่ไม่ยอมแยก ...บางทีรู้ว่าแยก ต้องแยก แต่แยกไม่เป็น แยกไม่ออก ...เห็นมั้ย มันยังมีอีกหลายงานเลยที่ยังทำไม่ลุล่วงน่ะ

จะมานั่งนอนตายไม่ได้ จะมาหลับมาไหลไม่ได้ จะมาหลง มาเผลอ มาเพลิน นี่ไม่ทัน ...เพราะงานยังไม่สำเร็จ การงานยังไม่สำเร็จ จะมานอนตีพุงกินลมกินแล้งไปไม่ได้

ต้องขยันทำงาน หาทรัพย์ สะสมทรัพย์ไว้ จะได้จับจ่ายใช้สอยซื้อคืนความให้ค่าในขันธ์...ที่เราไปให้ค่า เราไปให้ราคากับมันไว้

เวลาเราจะซื้อความให้ค่า ซื้อราคามันคืนมาให้เป็นธรรมดา ...เราต้องมีทรัพย์มากพอ พอเพียงกับที่เราเคยให้ค่าให้ราคากับมัน ให้ความหมายมั่นกับมัน

ศีลสมาธิปัญญามันคือทรัพย์ที่จะซื้อคืน ...ต่อไป รู้ปุ๊บดับปั๊บๆ รู้ปุ๊บวางปั๊บเลย ไม่สืบต่อ ไม่หือไม่อือเลย

ไม่ใช่รู้ปุ๊บแล้วก็ยังยืดๆ ยาวๆ ยังเสียอกเสียใจ เสียดาย ยังกลัว ยังกังวล ยังวิตก ยังไม่คลี่คลายออก ...มันก็เหมือนกับเอาสากกะเบือไปสับเนื้อน่ะ มันไม่ขาด

ทรัพย์มันไม่พอกับราคา ทรัพย์มันยังน้อย ...เพราะนั้นสะสมไปในศีลสมาธิปัญญา ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร ...ระหว่างนั้นอย่าเพลิน อย่าปล่อย รู้...รู้เข้าไว้ รู้ตัวเข้าไว้ เป็นการเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านไป

อย่าประมาทว่าเบี้ยนี้ไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นแบงค์สิบแบงค์ร้อยเลย ...เบี้ยใต้ถุนร้าน นี่ ไม่ให้มีอะไรเลย ดูไม่มีค่า นั่นแหละ สะสมเอาไว้

เพราะเวลามันไม่มีอะไร มันมักจะปล่อยให้เผลอเพลิน ลอยไปลอยมากับรูปกับเสียง กับการพูดคุย

แต่หลักของการปฏิบัติ ครูบาอาจารย์พูดมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ...กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ความเพียรเยอะ ...ให้เยอะอย่างเดียว อย่างอื่นให้น้อยหมด

เพราะมันหลง กินมากหลงมาก นอนมากหลงมาก พูดมากหลงมาก ...แต่ความเพียรมาก รู้มาก เห็นมั้ย ไอ้ที่ต้องทำให้มากคือทำให้สติเจริญขึ้นมาให้มากด้วยความเพียร

ไม่ปล่อย ไม่เว้น ...สติเจริญให้ได้ในทุกสถานที่ ในเวลาทุกเวลา ในบุคคลทุกบุคคล ไม่มีข้อเว้น ไม่มีข้ออ้าง ต้องตั้งอกตั้งใจ เราไม่เคยเตือนข้ออื่นนอกจากตั้งสติให้ดี

ไม่ใช่พออยู่กับเพื่อนแล้วเพลิดเพลิน สติช่างหัวมัน คุยก่อน...ไม่ได้ ...ต้องไม่มีเงื่อนไข ไม่มีหือไม่มีอือ รู้คือรู้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม สิ่งนั้นสิ่งนี้ สถานที่นั้นสถานที่นี้...ต้องเท่ากัน

ไม่ใช่มาหาอาจารย์ เข้ากุฏิอาจารย์ สติจะต้องดี ...แต่พอออกไปปุ๊บ...เฮ สติทิ้งเลย ...หรือมาวัดแล้วต้องสำรวม ต้องมีสติไว้ ควบคุมรักษาดูใจสังเกตใจต่อเนื่อง แต่พอออกแล้วเหมือนกับออกจากคุกแล้ว 

มันปล่อยให้จิตว่อนๆ ร่อนเร่พเนจร เป็นเจ้าไม่มีศาล อย่างนี้ไม่ได้ ...มาก็เท่ากัน อยู่ก็เท่ากัน ตายแล้วก็เท่ากัน เขาเรียกว่าไม่เลิกละไม่ท้อถอยซึ่งความเพียร

แล้วก็เพียรเป็นระยะๆ ให้ต่อเนื่อง ความเพียรให้ต่อเนื่อง ...ไม่อย่างนั้นผลมันจะไม่ต่อเนื่อง กระปริบกระปรอย พาให้เกิดความขุ่นมัว ลังเล เศร้าหมอง สงสัย

มันไม่แจ้งสักที มันขัดๆ เขินๆ ติดๆ ขัดๆ ...จะว่ารู้มันก็ไม่รู้ จะว่าเข้าใจมันก็...เอ มันเข้าใจไม่ตลอด...ไม่ตลอดสายสักที นั่น ก็เพราะเราเจริญสติไม่ตลอดสาย ไม่ต่อเนื่อง ไม่มีความเพียรต่อเนื่อง มันเลยไม่แจ้ง 

เหมือนกับหลับตาบ้างลืมตาบ้าง หลับมากกว่าลืมตา มันก็เลยเห็นอะไรไม่ชัดเจน คือความไม่แจ้ง ...มันก็ขุ่นๆ มัวๆ หมองๆ เบลอๆ มันถูกปกปิด ปิดบัง ซ่อนเร้น 

มันซ่อนความเป็นจริงบางสิ่งอยู่ ซ่อนความเป็นจริงในปัจจยาการบางส่วนที่เป็นรอยข้อรอยต่ออยู่...ก็ไม่ทันสักที ...แล้วมันจะมาซ้ำซากที่เดิม ลืมตรงไหนก็จะลืมที่เดิม อารมณ์เดิม เก่าๆ 

มันก็ไม่มีการก้าวข้ามหรือแจ้งในสภาวะนั้น ...มันก็ติดซ้ำซาก หลงซ้ำซาก ติดซ้ำซาก ออกห่างไม่ได้ ออกจากไม่ได้ ละไม่ได้ วางไม่ได้ ผ่านไม่ได้

การปฏิบัติเหมือนกินยาขมน่ะ มันไม่ใช่กินน้ำหวาน ...เพราะมันต้องทวน ความเผลอความเพลินน่ะมันต้องทวน ทวนกับความไร้สติ ทวนกับความเมามันในอารมณ์ ในการเห็นการได้ยิน

มันทวนหมดน่ะ ทวนมาอยู่ที่ฐานรู้ในปัจจุบัน ...พอกลับมารู้กับปัจจุบันแล้ว ให้เห็นไอ้ความเมาความมัน มันจะหาย มันจะคลาย จนหมดน่ะ

แล้วมันจะเกิดความอาลัย เสียใจอาลัยกับอารมณ์นั้น มันก็สร้างเงื่อนไข หรือกลัวว่าเขาจะอย่างนั้น คนนั้นจะเป็นอย่างนี้ เขาจะไม่เข้าใจเราอย่างนั้น ไม่ปฏิบัติกับเราอย่างนั้นอย่างนี้

กลัวไปอีก สร้างภพมาล่อหลอก หลอกหลอน ทำให้กลับมารู้อยู่กับปัจจุบันให้ต่อเนื่องยาวนานไม่ได้ ...อดไม่ได้ ทนไม่ได้ที่จะหยุดความคิดความปรุง

พอกลับมาอยู่กับปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน เห็นปัจจุบัน ...มันจะต้องอยู่ด้วยอาการที่เรียกว่าอดๆ อยากๆ ไม่สมบูรณ์พูนสุข ...มันอดๆ อยากๆ เพราะมันไม่ทำตามความอยาก มันเลยต้องอดอยาก 

อดอยากไปตามอารมณ์ อดอยากความคิด อดอยากไปรู้ไปเห็น อดอยากที่จะสงสัยมันทุกเรื่อง อดเห็นในความเป็นจริงที่เราต้องการเห็น อดเข้าใจในสิ่งที่เราน่าจะเข้าใจ

อดหมดเลย มันเลยต้องอยู่แบบอดๆ อยากๆ มันเลยกระวนกระวาย ...เอาจนกว่ามันจะสงบระงับ แนบแน่น สู่ภาวะใจ ...เพราะนั้นความสงบมันเลยอยู่ที่ใจ 

เพราะถ้าถึงใจอยู่ที่ใจจริงๆ แล้วเป็นตัวใจจริงๆ แล้ว ตัวใจนั่นแหละคือความสงบในระดับหนึ่ง สภาวะของมันคือความสงบระงับอย่างหนึ่ง ในธรรมชาติของความสงบ เรียกว่าเป็นธรรมชาติของความสงบ

นี่ ใจก็มีธรรมชาติของความสงบในตัวของมัน เป็นความสงบที่เหนือกว่าความสงบทั่วไป เป็นธาตุสงบเย็น ...ไม่ใช่ธาตุร้อน ธาตุไหล ธาตุที่จะงอกเงยออกมา

เอาแล้ว วันนี้เอาแต่เนื้อๆ เอาแบบแห้งๆ ไม่เอาน้ำ


โยม –  ขอซุปสักหน่อยก็ได้เจ้าค่ะ มันติดคอ

พระอาจารย์ – (หัวเราะ) ให้มันติดคอตายไปเลย นั่นแหละ


.................................



วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 3/29 (1)



พระอาจารย์
3/29 (540414)
14 เมษายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เหมือนกับมันไม่เคยคิดว่ามันจะตาย มนุษย์นี่มันอยู่ด้วยการที่ไม่คิดว่าตัวเองจะตาย ...มันลืม มันลืมไปเลยว่าตัวเองจะต้องตาย สนุกไป ทำนู่นทำนี่ไป เหมือนลืมว่า ตัวเราต้องตายนะ 

เกิดมาแค่ชั่วคราวแป๊บเดียวนะ เวล่ำเวลาอย่าทิ้งไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ตายแล้วจะไม่ทัน ...จะมาได้สติระลึกรู้ดูตอนจะตายแล้ว ไอ้นั่นก็ยังไม่ได้ทำ ไอ้นี่ก็ยังไม่ได้เจริญขึ้น ...มันไม่ทัน

ต้องเตือนตัวเองบ่อยๆ เวลาเผลอเวลาเพลินไปกับอารมณ์ ไปจริงจังกับอะไรมากเกินไป จริงจังกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ บุคคลนั้นบุคคลนี้

ก็ให้เตือนสติตัวเองว่า ตายแล้วก็หมดเรื่องนะ จะจริงจังอะไรกันนักกันหนา ...กลับมาเจริญสติทำความแยบคายกับกายกับใจ กับปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรม

มันยังมีสาระแก่นสารในยามมีชีวิตอยู่...ใช้ให้มันมีค่าที่สุด ...ไม่งั้นมันก็จะร่วงโรย โรยราไปเปล่าๆ ปลี้ๆ เสียเวล่ำเวลาการเกิด ต้องตายแล้วกลับมาเกิดตายๆ แล้วก็ปล่อยเวลาทิ้งๆ ขว้างๆ ไป

สติเจริญขึ้น อย่าขาดสาย อย่าให้มันหายนาน เผลอนาน ...พยายามตรวจสอบ กลับมาตรวจสอบตัวเองบ่อยๆ ตอนนี้อยู่กับอะไร หลงกับอะไร กำลังจะติดอะไร กำลังติดอะไรอยู่

นั่นดู ตรวจสอบ สอบทานตัวเอง มันข้องกับอะไร ข้องกับความเผลอเพลินมั้ย มันไปข้องกับบุคคลมั้ย มันไปข้องกับอารมณ์มั้ย มันไปข้องกับอดีตอนาคตมั้ย มันไปข้องกับธรรมมั้ย

แล้วก็ดูรู้กับมันในสิ่งที่มันปรากฏอยู่นั้น ว่ามันมีอะไรให้น่าข้อง มันก็ไม่มีอะไร ...รู้ได้ยังไงว่าไม่มีอะไร คือเรากลับมารู้ตัวลงไป ก็จะเห็นไอ้สิ่งที่เราข้อง ที่เราติดน่ะ มันก็ไม่เห็นเป็นอะไร

มันเป็นแค่กลุ่มอาการหนึ่งเท่านั้นเอง พอสักพักหนึ่งก็สลายคลายเงื่อนคลายปมของมันในตัวของมันเอง นั่นคือเป็นอนัตตา เป็นทุกขัง เป็นความแปรปรวนหายไปเอง ...นี่สุดท้าย

ถึงมันจะติดอยู่ ข้องอยู่อีก สร้างเรื่องขึ้นมาอีก สร้างเหตุขึ้นมา ดูเหมือนเป็นเหตุให้ติดข้องขึ้นมาอีก ก็กลับมารู้ตัวแล้วก็ดูมัน รู้ตัวแล้วก็ดูมันๆ

รู้ตัวแล้วก็สังเกตดู ก็จะเห็นความคลายออก ความจางออกของตัวของมันเอง ...ไม่ใช่เราไปทำให้มันจาง ไม่ใช่เราไปทำให้มันคลายน่ะ

แต่เพราะว่าเราไม่ให้ความสำคัญกับมัน ไม่เอาตัณหาไปหล่อเลี้ยงมัน ก็จะเห็นความคลายตัวของมันเอง

ขันธ์ห้านี่ ไม่เคยติดเราหรอก ขันธ์ห้าไม่เคยผูกเราหรอก ขันธ์ห้าไม่เคยผูกใจหรอก ...ขันธ์ห้าก็คือขันธ์ห้า มันไม่มีเจตนาใดๆ ของขันธ์ห้า

มันตั้งอยู่บนความเป็นกลาง ปรากฏขึ้นด้วยความเป็นกลาง ปรากฏขึ้นตามเหตุปัจจัยของมันเท่านั้นเอง ...มันไม่มีเจตนาจะผูกจะมัดจะติด จะมาทำให้เราติดหรือใดๆ ทั้งสิ้น

เกิดเอง ตั้งเอง ดับเอง โดยไม่มีเจตนาใดๆ ในตัวของมันเลย เพราะมันไม่มีชีวิตจิตใจใดๆ หาความเป็นตัวเป็นตน หาความเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นชีวิตไม่มี ...ความเป็นชีวะในขันธ์นี่ไม่มี

ก็เรียนรู้ ดูมัน ศึกษามัน จนไม่มีอะไรในสิ่งที่ติดข้องนั้นๆ ...แล้วก็ถ้ามีเรื่องใหม่ติดข้องอีก ให้ความสำคัญกับมันอีก ก็สังเกตสอบทานตามความเป็นจริงไปเรื่อย

สังเกตความเป็นจริงของมัน ไอ้กลุ่มที่เราติด อาการที่เราติดจริง มันคืออะไร ...มันก็จะเข้าใจ แยบคาย แล้วก็จะเห็นว่า มันจะละได้วางได้ต่อเมื่อเห็นความดับไปเองของมัน

ไม่ใช่เรารู้ว่าติดรู้ว่าข้องแล้วก็พยายามไปดับๆ ไปดับมัน ...อย่างนี้ เขาเรียกว่าเข้าไปดับด้วยความไม่รู้ เข้าไปดับด้วยความไม่พอใจนะ เข้าไปดับด้วยความรู้ไปก่อนมันนะ

มันเข้าไปดับด้วยความเชื่อ เข้าไปดับด้วยความจำ พวกนี้ ว่าเคยได้ยินว่าอย่างนั้น มันติดอย่างนี้ มันไม่ใช่ อย่างนี้มันเกิดไม่ได้ มันไม่ถูกไม่ควร ...นี่ ก็เลยเป็นปฏิฆะกับมันอีก

ขณะที่เราเข้าไปปฏิฆะด้วยการเข้าไปทำลาย เข้าไปล้าง เข้าไปดับ ...เราไม่รู้ตัว ไม่รู้ตัวว่าเราเข้าไปด้วยปฏิฆะ ด้วยความอยากหรือไม่อยาก 

นี่ ถ้ากลับมารู้ตัวเฉยๆ แค่รู้ตัว มันจะหยุด ...มันจะดับ มันจะไม่ดับ ก็ให้สังเกต สอบทานว่ามันคืออะไร แยบคายกับมัน ด้วยความเป็นกลาง ด้วยอาการปกติของการรู้ตัว

รู้เห็นอยู่ เฉยๆ ...ความเป็นจริงเขาจะแสดงเอง เขาแสดงความเป็นจริงอยู่แล้ว วันยันค่ำคืนยันรุ่ง ...มันก็จะค่อยๆ คลี่คลายในการติดข้อง จิตก็จะเริ่มเป็นอิสระขึ้น

กลับมาอยู่ที่ตัว กลับมาอยู่ที่กาย อาการติดข้องก็เรื่องของอาการติดข้อง ...ยังไงก็เกิด ยังไงก็ข้อง มันก็แสดงเองน่ะ อะไรที่ยังข้องอยู่ อะไรที่ยังติดอยู่ ไม่ต้องไปหาหรอก เดี๋ยวมันก็ข้องขึ้นมาเองน่ะ 

มันสร้างเป็นเงื่อน สร้างเป็นเหตุขึ้นมาภายใน แล้วเราก็ไปจมอยู่กับมัน อย่างนั้นเรียกว่าข้อง ...นั่น เอาจนเห็นว่า ไม่มีอะไรให้ข้องเลย มองทะลุผ่านตลอด เหมือนเรามองไปกับรูปนี่ ผ่านตลอด

เพราะเราสบาย ไม่มีไปตรึก ไปติด ไปขัดอยู่ตรงไหน ไม่มีอะไรมาขวางมากั้น หรือไปให้ความสำคัญมั่นหมาย ให้ความจริงจังอะไรกับมัน

นี่เขาเรียกว่ารู้แบบเห็นแบบทะลุ เป็นอันเดียวกัน เหมือนไม่มีอะไร แต่มันเห็น...เห็นแต่ไม่มีอะไรในการเห็นนั้นๆ ในสิ่งที่เห็นนั้น


โยม –  (ถามเรื่องผู้ที่เป็นมะเร็ง)

พระอาจารย์ –  เป็นมะเร็ง ไปหาหมอแล้ว อะไรที่ว่าดีก็ควรจะไป


โยม –  แล้วถ้าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ หลวงพ่อจะว่ายังไง

พระอาจารย์ –  ก็รักษาไป


โยม –  ทำไปก็ได้

พระอาจารย์ –  ทำได้ หรือจะไม่รักษาก็ได้...ถ้ามันแน่ใจว่าไม่รักษาแล้วไม่กังวล ก็ไม่ต้องรักษา  แต่ถ้าทำไปแล้วมันกังวลก็รักษาซะ จะได้สบายใจ ...เอาใจเป็นใหญ่ ให้มันคลี่คลาย

แต่ว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าต้องหาย หรือว่าต้องเป็นอย่างนั้น หรือว่าต้องแก้ได้ แค่นั้นเอง ...เรียนรู้ สังเกตอาการของใจตอนนั้นไป ว่ามันจะเข้าไปปฏิเสธขันธ์ เข้าไปยอมรับกับอาการของขันธ์ยังไง 

ก็ถือเอาขันธ์นั้นเป็นเครื่องเรียนรู้ เป็นกระจกสะท้อนให้เข้าใจ ...อันไหนจริง อันไหนไม่จริง

มันมีตัวสองตัวซ้อนอยู่ในตัวขันธ์ ...ขันธ์ตามความเป็นจริงคือปัจจุบันขันธ์ นั่งเป็นก้อนๆ ขยับ เคลื่อน ไหว ไม่ไหว เห็น ได้ยิน นี่คือขันธ์ตามความเป็นจริง...มีจริง

แล้วยังมีอีกขันธ์คือขันธ์ปลอม คือขันธ์ในอดีต ขันธ์ในอนาคต คือขันธ์ที่ติดอยู่ในความคิด คือมันไปสร้างรูปขึ้นมาในความคิดความจำ ...นี่ อันนี้คือขันธ์ปลอม

เพราะนั้นเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย มันจะสร้างขันธ์ปลอมมาอยู่ตลอด ขันธ์ที่ดีกว่านี้...ข้างหน้า ขันธ์ที่เคยดีกว่านี้...ข้างหลัง ...แล้วมันจะวนอยู่อย่างนี้ ไปอยู่กับของปลอม

ถ้าไปอยู่กับของปลอมเมื่อไหร่นี่ก็ทุกข์ ...ถ้ามีปัญญานี่ ให้อยู่กับขันธ์จริงเท่าที่มี ...นั่น มันจะทนได้ขนาดไหนล่ะ อันนี้ก็อยู่ที่กำลังของสติปัญญาแล้ว

ก็ถ้าถึงภาวะที่หมาจนตรอกน่ะ ยังไงก็ต้องยอม...รู้เลย ไม่งั้นมันจะทุกข์ซ้อนทุกข์ คืออุปาทานทุกข์จะเกิดซ้อนกับทุกขสัจ อย่างนั้นน่ะ

อันนั้นน่ะทุกข์จนไม่มีที่นั่ง ที่นอน ที่ยืน นอนก็ไม่หลับ ...เพราะมันจะมีขันธ์ปลอมหรืออุปาทานขันธ์มาหลอก ปลอม คิดแล้วคิดอีกๆๆ เกิดความวิตกกังวล 

กลัว กลัวตาย กลัวไม่หาย ยังไม่ทันทำอะไรเลย อย่างนั้นอย่างนี้ ...คิดไปเรื่อย สร้างรูปของตัวเองในความคิด แล้วก็เชื่อว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ จังๆ

อุปาทานของขันธ์มันก็หลอกหลอน เป็นผีคอยหลอก ...แล้วระหว่างที่ผีหลอกนี่ ด้วยความไม่มีสติปัญญา มันไม่สามารถจะระลึกกลับมาที่ขันธ์ปัจจุบัน แล้วก็ให้ยอมรับกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

พระอริยะทั้งหลายนี่ ท่านอยู่กับขันธ์จริงตลอด ท่านยอมรับขันธ์ตามความเป็นจริง ตัวจริง ...แล้วท่านก็ทำใจไว้ภายใน รู้แล้วมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ ด้วยความเห็นที่เป็นสัมมาทิฏฐิ

สุดท้ายก็ต้องตาย ป่วยมากก็ตาย ไม่ป่วยก็ตาย เจ็บมากก็ตาย เจ็บน้อยก็ตาย ไม่เจ็บเลยก็ตาย ...ท่านมีความสำคัญมั่นหมายอย่างนี้ ความเห็นอย่างนี้ ท่านไม่เห็นเป็นอย่างอื่น

ท่านเข้าใจ ท่านจะอยู่กับขันธ์ ยอมรับได้โดยสันติ ...ขันธ์จะแสดงอาการเหมือนไม่สันติขนาดไหน แต่ท่านรับรู้ด้วยอาการสันติ สงบระงับ เป็นกลาง โดยธรรมชาติ ท่านไม่ไปควบคุมมัน

แต่ถ้าจะไปฝึกหัดกับมันต้องบังคับ ต้องพยายามไม่ให้ออกนอกขันธ์ห้า ปัจจุบันขันธ์ ไม่งั้นทุกข์แน่นอนเพราะนั้นอย่าไปหาวิธีอะไรที่มันจะดีกว่านี้

เพราะถึงเวลานั้น ถ้าไม่มีสติปัญญา มันมักจะหาวิธีการต่างๆ นานา มันไล่มาตั้งแต่เกิดเลยว่าเคยทำอะไรมาแล้วมันหายปวดไข้หายเจ็บ มันไล่ไปหมดน่ะ หาทางแก้ทุกวิถีทาง ทั้งที่นอนอยู่อย่างนั้นน่ะ

แต่ถ้ามีปัญญาแล้วมันก็รู้ทัน พอรู้...ได้สติระลึกขึ้นมาแล้วกลับมารู้อยู่กับตัว...มารู้อยู่กับตัวก็จะเห็นขันธ์ตามความเป็นจริง แล้วก็จะเห็นเวทนาที่ติดอยู่กับตัวตามความเป็นจริง

เพราะนั้นเวทนานี่มันก็ติดอยู่แล้วกับกายนี่ มันตั้งอยู่บนกาย เพราะมีกายจึงมีเวทนา เพราะกายไม่เที่ยง เวทนาก็ไม่เที่ยง ...อะไรที่เรียกว่าเวทนาไม่เที่ยง ก็เวทนาที่เป็นเฉยๆ เปลี่ยนมาเป็นทุกขเวทนา

เออ มันก็ค่อยๆ แสดงว่าเพราะกายไม่เที่ยง เวทนาก็ไม่เที่ยง...นี่จริง ...พอมันเห็นจริงน่ะ มันยิ่งเชื่อเลย ยิ่งยอมรับเลยว่ามันเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันอย่างนี้เอง

ก็พิจารณาลงในปัจจุบันทั้งหมดนั่นแหละ ไม่ใช่ไปคิดข้างหน้าข้างหลังอีกแล้ว ...ก็คิดเป็นปัจจุบัน เห็นปัจจุบัน และสิ่งที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน ก็มาจากเหตุปัจจัยในปัจจุบันแต่ละขณะที่เกิดไปดับไป

เอาจนมันยอมรับ ได้มากได้น้อยแล้วแต่ ...แค่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว ...ถึงจะไม่หลุด ไม่พ้น ไม่ขาด ไม่แยกออกโดยสิ้นเชิง แต่นี่เป็นพลวปัจจัยสืบเนื่องต่อไปในภายภาคหน้า

ก็เป็นกัมมปัจจโย เป็นวิปากปัจจโยต่อไป เป็นอริยทรัพย์ เป็นอริยปัญญา สะสมไป หยอดกระปุกไป

เกิดใหม่ปั๊บ มีเหตุปัจจัยสงเคราะห์ปั๊บ กระทบเหตุปัจจัยที่ให้เกิดเป็นธรรม กระทบเหตุปัจจัยที่ให้เกิดปัญญาปั๊บ มันก็จะหวนคืนบนเส้นทางสายเดิม

เส้นทางสายเดิมคือเส้นทางสายมรรค ไม่ใช่วิถีโลดโผนโจนทะยานออกไป ...ส่วนผู้ที่ไม่ได้เจริญมาเลยในสายมรรค มันก็มักจะประสบเหตุปัจจัยที่จะให้โลดโผนโจนทะยานต่อไป

จนกว่าจะมีเหตุปัจจัย หรือว่าเหตุบังคับ หรือว่าปัญญามันสนับสนุนเกื้อกูลให้หันเหกลับมาในเส้นทางของมรรค ...อันนี้จะช้า-เร็วแล้วแต่

แต่ถ้าผู้ที่เคยเจริญปัญญา เจริญสติปัญญา สติปัฏฐานแล้ว...ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัวตาย ...แม้จะไม่ได้อะไร แม้จะไม่ถึงที่สุด สุดท้ายก็เกิดมาใหม่ก็จะได้พลวปัจจัยติดตัวมา

พอกระทบสัมผัสปัจจัยปั๊บมันจะหวนคืนมา ปัญญาเดิมจะตามมาสนับสนุนเอง แล้วก็จะบีบคั้นวิถีจิตวิถีชีวิตให้กลับเข้าสู่องค์มรรค โดยธรรมชาติด้วย เหมือนโชค เหมือนเคราะห์ เหมือนบังเอิญอะไรก็ตาม 

เนี่ย มันคือเหตุปัจจัย มันก็สืบเนื่อง สืบทอด สืบทอดกันมา ชีวิตต่อชีวิตมา ...เหมือนเล่นวิ่งเปี้ยวไม้หึ่ง มันก็ส่งไม้ต่อกันมาแต่ละชาติๆ จนกว่ามันจะหมดภารกิจในการเกิด

เพราะนั้นการเกิดถือเป็นภาระอย่างหนึ่ง แต่ว่าในทางธรรมก็ถือว่าเป็นภารกิจอันสำคัญ...เพื่ออาศัยการเกิดน่ะเป็นบันได เป็นประตู เป็นเส้นทางเข้าสู่อริยมรรค อริยผล

ถ้ามันตั้งใจจริงขึ้นมา จะเข้าใจเอง แล้วไม่ออกนอกทางมรรค ...มีอะไรเกิดขึ้นมา อะไรรู้ อะไรเห็น อะไรอยาก อะไรไม่อยาก มันจะกลับเข้ามาที่ใจก่อน กลับมาตั้งหลักลง

กลับมาตั้งหลักก่อน แล้วมันก็จะต่อเนื่องไปด้วยอาการเป็นปกติธรรมดา ...จิตที่เคยโลดโผนโจนทะยาน อารมณ์ที่เคยวูบๆ วาบๆ แรงๆ มันก็จะค่อยๆ ซาลง คลายลง จางลง

ก็เป็นอาการตื่นเต้นเบาๆ ดีใจเบาๆ เสียใจเบาๆ แล้วก็มอดไป ...เนี่ยธรรมชาติมันจะเปลี่ยนไป  พอเริ่มจะออกนอกไปจากใจปุ๊บ มันจะรู้ทันที

มันก็จะหยุดโดยไม่เสียดาย ไม่อาลัย ไม่อาลัยในภพข้างหน้า ไม่อาลัยในภพที่ผ่านมา ไม่อาลัยในชาติข้างหน้า ไม่อาลัยในชาติที่ผ่านมา ไม่กลัว ไม่กลัวอะไร

เนี่ย มันจะยินยอมพร้อมใจ ด้วยความยินยอมพร้อมใจ ที่จะรู้กับทุกสิ่งในปัจจุบันด้วยความเป็นกลาง ด้วยความเป็นธรรมดา ด้วยความเป็นจืดๆ ชืดๆ โบ๋ๆ กลวงๆ

ดูเหมือนไม่รู้ ดูเหมือนไม่มีไม่เป็นอะไรสักอย่าง นั่นแหละภาวะที่เป็นกลาง กลางกับทุกสิ่ง

กลางกับรูป กลางกับเสียง กลางกับกลิ่น กลางกับรส กลางกับกาย กลางกับใจ กลางกับอารมณ์ กลางกับเวทนา กลางกับความจำ กลางกับความรู้ในปัจจุบัน มันก็อยู่เป็นธรรมดาไป


(ต่อแทร็ก 3/29  ช่วง 2)