วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 3/21 (2)


พระอาจารย์
3/21 (540219A)
19  กุมภาพันธ์ 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 3/21  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เมื่อเข้าถึงภาวะจิตวิเวก แล้วเข้าไปบ่มอยู่ในนั้นน่ะ ...ปัญญาจะบ่มในฐาน...ฐานของรู้ หรือว่าฐานของใจรู้ตรงนั้นน่ะ ...แล้วก็ชำระ...ชำระภายในตรงนั้นเอง 

ตรงนี้จึงจะเข้าสู่ที่เรียกว่าอุปธิวิเวก คือตัวผล คือตัวผลเลย...เป็นอุปธิ นี่

เพราะนั้นไอ้คำพูดใดๆ ความเห็นใดๆ ความคิดความปรุงอะไรที่ไร้สาระ ที่จะไปหาในธรรม แสวงหาเหตุหาผล สงสัยนั่นสงสัยนี่ ลังเลนั่นลังเลนี่ อย่างนั้นมั้ย อย่างนี้มั้ย 

รู้ปั๊บ...ละเลย ดับเลย พั้บๆๆ ทิ้งเลย ไม่เอาเลย สังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวง ...มันจะอ้างมรรค อ้างผล อ้างนิพพาน อ้างสภาวะอย่างนั้น อ้างการกระทำอย่างนี้ๆ ขึ้นมาแล้ว 

ถ้ามันหือมันอือขึ้นมานี่ พั้บๆๆ ...ละออกหมดเลย  จนจิตนี่เหลือแต่โด่เด่ เป็นหัวตอ รู้บ่ดาย รู้เฉยๆ รู้ๆๆ รู้อยู่อย่างนั้นแหละ ...ให้มันตั้งมั่นที่ไหนก็ได้ มันอยู่อย่างนั้นน่ะ

เมื่อมันอยู่อย่างนั้น แล้วเราไม่ไปหมายที่มั่นของมันแล้ว มันจะไม่มีทั้งในและนอก ไม่มีไปหมายว่าตรงนั้นตรงนี้นะ ไอ้ตัวตั้งมั่นหรือว่าตัวใจนี่จะไม่มีที่หมายเลย 

จะไม่มีหมายว่าอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างในนี้นะ หรือว่าอยู่ตรงหน้า หรือว่าอยู่บนหัวนะ ...ไม่มีที่หมายเลย เริ่มทำลายเป้าหมายทั้งหลายทั้งปวงแล้วนะ ...จิตมันจะไม่มีที่อยู่ ใจจริงๆ ไม่มีที่อยู่

ไอ้ใจที่มีที่อยู่ นั่นมันด้วยความสมมุติบัญญัติ ...คือมันผูกไว้กับกาย โดยเอากายเป็นที่ตั้งที่ฐาน หรือว่าความคิดเป็นที่ตั้งที่ฐานว่าอยู่ในนี้ๆ ...พอกายมันแตกออกเมื่อไหร่ล่ะก้อ จะเปิดออกหมดแหละ

แต่ตอนนี้มันยังไม่ขาด ยังไม่ขาดจากกาย ...กายนี่ คำว่ากาย การจะขาดออกจากกายโดยสมบูรณ์นี่ ไม่ใช่แค่โสดาบันนะ ...โสดาบันนี่เป็นแค่ละความเห็นเรื่องสักกายเท่านั้น

แต่อัตตาในกายนี่ เต็มหัวใจเลย ยังไม่ขาดจากกายเลย ...จะไปขาดจากกายจริงๆ น่ะ ขั้นของอนาคามรรค อนาคาผลแล้วนะ  เป็นอรหัตตมรรคแล้ว ถึงจะไปละรูปราคะ อรูปราคะได้


โยม –  อย่างที่พระอาจารย์พูดก็คือ ตัวตั้งมั่นกับกายนี่มันยังไม่ตัดขาดจากกัน

พระอาจารย์ –  ยังไม่ขาด


โยม –  มันมีสายโซ่ที่ยังรั้งอยู่

พระอาจารย์ –  ยัง ...แล้วมันจะห่างออกเรื่อยๆ นะ มันจะเห็นใยนี่ บางเบายิ่งกว่าใยไหมอีก ยิ่งกว่าใยแมงมุมอีก แต่เหนียวนุ่มมากเลย นะ ที่มันยึดโยงไว้

แต่ถ้าสติอ่อน ปัญญาอ่อน สมาธิอ่อนปุ๊บ มันจะดึงเข้ามา...มีอินเนอร์กัน เข้ามาคลุกคลีกับขันธ์อีก ...เพราะว่ามันยังมีแรงดึง ใจนั่นน่ะ ไปดึงกาย กายน่ะไม่เคยดึงใจหรอก 

กายมันไม่มีมือไม่มีตีนมาจับ กายนี่มันไม่ใช่ตุ๊กแกนะ ที่มันจะไปจับแป๊ะแล้วใจก็ติดแนบ ...กายมันเป็นกลาง เป็นแค่สิ่งหนึ่ง เป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ธาตุ เป็นแค่สิ่งของ 

หรือแม้แต่อารมณ์ แม้แต่กิเลสน่ะ มันไม่เคยติดข้องอะไรเราเลย ...แต่ไอ้ใจรู้ ผู้รู้ผู้เห็นนี่แหละ ที่มันมีอาสวะภายใน หรือว่ามลทิน ...ตัวนี้คือตัวที่เป็นตุ๊กแก 

อะไรปุ๊บกูจับหมดๆ ...ดี-ไม่ดี ร้าย-ไม่ร้าย กูจับก่อนน่ะ กูรู้อะไรกูจับก่อน นี่ มันเข้าไปจับด้วยความไม่รู้ 

ทำไมถึงจับ มันไม่รู้อะไร ...ไม่รู้ว่ามันไม่เที่ยง ไม่รู้ว่าหาตัวตนในความคิดไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวตนในความคิดไม่มี ไม่รู้ว่าสุขทุกข์ในความคิดในอารมณ์นั้นไม่มีตัวไม่มีตน ไม่เที่ยงนะ ที่จับต้องไม่ได้ มันไม่รู้เนี่ย

แต่ว่าพอมันปรากฏอย่างนี้ปั๊บ มันสำคัญว่า...อู้ย นี่ขนม ปั๊บ...แตะเลย จับเลย ...เพราะไม่รู้ว่ามันไม่เที่ยง นี่ มันไม่รู้อย่างเดียวคือไม่รู้ไตรลักษณ์

เพราะนั้นการที่เรารู้ทันบ่อยๆ ปุ๊บ...อ่ะ อีกแล้วครับท่าน ปุ๊บ ดับ เนี่ย เห็นไตรลักษณ์อีกแล้วครับท่าน ...บ่อยๆ  มันจะสอน ความโง่ภายในหรือว่าอวิชชาภายใน มันก็จะจางๆๆ

อะไรมาก็...โอ้ย เหมือนเดิม ได้มาแล้วก็ดับไป ...นี่ รู้แล้ว ไม่ไปเอา  ออกไป...ไม่เอา  อันนั้นกระทบมา...ไม่เอา บอกแล้ว มันมีกิเลสภายนอก และภายในก็มีอยู่แล้ว

นี่ สองตัว กิเลสปรุงจิต จิตปรุงกิเลส กลับไปดู สังเกตดูอายตนะนี่ อายตนะทั้งหมดนี่...เป็นกิเลสปรุงจิต ...พอไม่รับรู้อายตนะ อยู่คนเดียว ไม่รับรู้อะไร...จิตปรุงกิเลส ...สองอย่าง ได้หมด

มันหาเรื่อง อวิชชา..ความไม่รู้นี่มันหาเรื่อง หาเรื่องผูกพัน พัวพัน หาเรื่องที่มันพอใจ ...มันคิดว่าอะไรพอใจ ...ก็สิ่งที่มันเที่ยงน่ะ ที่มันคิดว่าคาดว่าน่าจะมี อันนั้นน่ะเป็นของเที่ยงที่มันคิดว่ามี ...มันพอใจไปหาของที่จะมีอยู่

ให้มันหาไปเรื่อยๆ จนมันเห็นว่า...กูหามาหมด ตลอดทั้งอนันตาจักรวาลแล้ว  กูยังไม่เห็นอะไรเที่ยงเลย ...นั่นแหละ มันถึงจะหมด ถึงจะหายโง่ จิตดวงนี้ถึงจะหายโง่

พอถึงจุดสุดท้ายที่มันบอกว่า กูหามาหมดแล้ว อนันตาจักรวาลทั้งหมดนี่ กูออกไปหมดแล้ว สุดท้ายดับหมด ดับๆๆๆ ...พอมาเห็นไอ้ตัวสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ พั้บ ดับหมด คราวนี้หมดจด

พอหมดจดหมายความว่า กูดูมาหมดทุกอะตอม ทุกอณูในอนันตาจักรวาลแล้วนี่ เหลือตัวนี้ตัวสุดท้าย ... พอเห็นปุ๊บ...ขาดเลย นั่นน่ะ อาสวักขยญาณ

หมดเลย ใจนี้โล่งหมดเลย หมดเลย...อะไรที่มันเคลือบแฝง อะไรที่มันเจือปนอยู่ที่ใจ...ใจรู้นี่ หาย มลาย สุญโญหมดเลย ...พอสุญโญปุ๊บ ภาวะใจที่รวมกันเป็นใจที่ห่อหุ้มอะไรที่มันมีอยู่ข้างใน มันก็หมดภาวะใจผู้รู้เลย

จนถึงเรียกว่า ละไปละมา ละจนไม่มีที่ละ ...มันไม่รู้จะละอะไร มันก็ละตัวผู้รู้นั่นแหละ ตัวสุดท้าย ละตัวใจน่ะ ละใจรู้เลย ใจรู้ก็ไม่มีที่หมายที่มั่นแล้ว ภพในใจก็หมด

เมื่อไม่มีภพในใจ เหมือนกับไม่มีกล่องของขวัญ แล้วจะมีของขวัญที่ไหนมาใส่ ใช่มั้ย ...ตราบใดที่คุณยังมีกล่องของขวัญอยู่ แม้จะเป็นกล่องเปล่า ...ยังมีสิทธิ์นะ ที่มันจะมีอะไรเข้ามาอยู่ข้างใน 

แต่เมื่อมันทำลายกล่อง กล่องไม่มี มันไม่รู้ว่ากูจะเก็บอะไรอีกแล้ว นี่ กล่องนี้หมดหน้าที่แล้ว มันถูกทำลายไปโดยปริยาย นั่นแหละ การละอวิชชา

เพราะนั้น มานั่งรื้อนั่งถอน เอาออกๆๆๆ ในลักษณะที่ว่าหาดูแล้วว่าจะเอาออกยังไงนี่...ไม่มีทาง ...แต่ที่จะเอาออกได้น่ะต่อเมื่อมีการกระทบ

มันปรุง...ภายนอกปรุงจิต จิตออกมาปั๊บ รู้เห็น...ดับ  ไม่มีอะไรมากระทบจิต อยู่ดีๆ แล้วว่าง ปุ๊บ มันถูกผลักดันออกมาปุ๊บ รู้เห็น...ดับ ...นี่ ต้องรู้เห็นอย่างนี้ ถึงจะเอาออกหมด

อยู่ดีๆ ไม่มีอะไรแล้วไปนั่งเพ่งนั่งจ้อง นั่งทำลายล้างภายใน...ไม่มีทาง ด้วยสมถะ...ไม่มีทางเลย ต้องอาศัยปัญญาวิมุติล้วนๆ

แต่พอถึงขั้นนั้นแล้ว มันไม่มีเจโตวิมุติ มันไม่มีปัญญาวิมุติแล้ว ...แต่มันเป็นธรรมชาติของความเป็นจริงล้วนๆ เป็นธรรมชาติของใจล้วนๆ เป็นเรื่องของธรรมชาติใจ กับธรรมชาติขันธ์ ที่อยู่คู่กัน

แล้วว่ายังไง...ที่มันอยู่ด้วยกันด้วยความเป็นสันติ มันไม่สันติเพราะอะไร ...นั่นแหละ มันจะมาจับผิดตรงนี้ ตรงที่ว่ามันไม่สันติเพราะอะไร ตรงนี้เขาเรียกว่าศีลขาด

ถ้าธรรมดามันอยู่ด้วยกันนี่ แล้วมันปกติอย่างนี้ศีลปกติ ...แต่พอมันจะเลื่อนไปผิดปกติกับอาการ เนี่ย ถือว่ามันจะละเมิดศีลแล้ว ...คำว่าละเมิดศีลในที่นี้คือละเมิดความปกติ สันติ

เพราะนั้น สติจะเท่าทันอาการผิดปกตินี้ แล้วก็เหมือนละเว้นทันที ...ละเว้นคือไม่ตามออกไป ไม่เข้าไปเพิ่มพูนความผิดปกติกับขันธ์ ...ตรงนี้ถือว่าศีลทำหน้าที่แล้ว

แต่ศีลตัวนี้เรียกว่าเป็นอธิศีลนะ ไม่ใช่ศีลบัญญัติ หรือศีลสมมุติแล้ว ...นี่คือศีลใจ คืออริยศีล อริยจิต นี่จะอยู่ที่ลักษณะของความผิดปกติ

แล้วก็พอรู้ปุ๊บ อย่าเสียดาย อย่าเสียดายความผิดปกติ อย่าเสียดายว่าจะได้อะไรจากความผิดปกตินี้ อย่าเสียดายว่าจะไม่ได้อารมณ์ที่มันผิดปกติ ...แล้วไปจับ ไปหน่วง ไปเสวย

บางทีมันยังมีอารมณ์เสียดายนะ เสียดายบางอารมณ์น่ะ เสียดายบางเวทนา เสียดายบางความว่าง ความเบา ความสบาย ความโล่ง ความรู้รอบทั่วไปอย่างนี้

ต้องกล้าที่จะละเว้นน่ะ ละเว้น ...นั่นน่ะคือกลับมาสู่ศีลปกติ อยู่คู่กันแบบธรรมดา  ต้องยอม รู้บ่อยๆ ต้องกลับมา...ย้อนกลับมาที่กายๆ


โยม –  พอไม่มีหลักเลย

พระอาจารย์ –  ปล่อย ก็เหมือนว่าวขาดสายป่านน่ะ  มันจะล่องลอย เลื่อนลอย จิตมันเลื่อนลอย ใจมันเลื่อนลอย ใจมันก็มีอยู่ แต่มันไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่คู่ขนานให้รู้ มันไม่รู้จะไปรู้กับอะไร

กลับมาดูความรู้สึกตัว กลับมาดูอิริยาบถธรรมดา ดูแบบสบายๆ ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องจดจ้อง ...เราถึงบอก อย่าทิ้งกาย ...ครูบาอาจารย์ไม่เคยสอนให้ทิ้งกายเลยนะ 

เอากายจนถึงพระอรหันต์เลยนะ จนถึงเป็นพระอนาคามีน่ะ อนาคามีผลแล้วน่ะ เพิ่นยังไม่ทิ้งกายเลย ...อย่าไปคิดว่าเข้าทางจิตได้แล้วเข้าจิตลูกเดียว...ไม่มีทาง ไปไม่รอด 

พอพูดคำว่าดูจิตๆ น่ะ มันพูดจนติดนิสัยกันไปแล้วว่าดูจิตอย่างเดียวแล้วจะหลุดได้...ไม่ได้นะ ...หลงง่ายที่สุดเลยนะ พอถึงระดับนึงแล้วจะหลงหาย เกิดความหลง เพลินเลย 

แล้วก็ปล่อยแบบเอาตัวรอดน่ะ ปล่อยแบบปล่อยไปเรื่อยเปื่อย ปล่อยให้จิตเรื่อยเปื่อย แล้วก็บอกว่าดูจิต ...มันไม่ได้ดูแล้ว มันไม่รู้แล้ว มันหายไปกับอะไรก็ไม่รู้ไปเลย

เพราะนั้นไม่มีฐานไม่ได้ ...ต้องเอากายเป็นที่ตั้ง  กายนี่มันยึดไปจนถึงพระอรหันต์น่ะ...อัตตาถึงที่สุดน่ะ อัตตาตัวตนของกายน่ะ รูปภพ อรูปภพน่ะ

เพราะนั้นน่ะพระอนาคายังละอรูปภพไม่ได้เลย เพิ่นละได้แต่โทสะ ปฏิฆะ ราคะ ...เห็นมั้ย มันเป็นแค่อารมณ์หยาบ นี่ถือว่าเป็นอารมณ์ขั้นหยาบ ขั้นกลางอยู่เลย

แต่ไปเจอ รูปราคะ อรูปราคะนี่ ...พระอนาคาก็มึนตึ้บเลยน่ะ ยังมึนตึ้บเลย  เจออรูป คืออารมณ์ว่างๆ อย่างนี้ สบายเลย ลอยเลย ลอยแล้ว ...ไม่ทัน...ไม่ทัน

อทุกขมสุขมเวทนานี่ ...เจอเข้าไปนี่ เดี๋ยวงงแล้ว ...เอ๊ย มันใจหรือว่าไม่ใช่ใจวะ ...แยกไม่ออก แยกไม่ออกนะ ไม่เห็นเหตุให้เกิดทุกข์นะนั่น

มันแยกไม่ออกระหว่างอทุกขมสุขมกับรู้ ...มันรู้รึเปล่าวะ มันใช่ใจรึเปล่าวะนี่ หรือว่าไม่ใช่ใจ  มันก็ปล่อยเพลินหายไปกับอทุกขมสุขม

แม้กระทั่งกายนี่ กายนี่...พอดูจริงๆ นี่ เห็นมั้ย ที่บอกว่ากายเป็นแค่สิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งคืออะไร สิ่งหนึ่งคือมันเป็นกลางนะ ตัวมันเป็นกลางเหมือนก้อนหินก้อนดินนี่

เพราะนั้นในความเป็นกลาง มันก็มีเวทนาของมันอยู่นะ ก็มีเวทนาในความไม่สุขไม่ทุกข์อยู่น่ะ มันก็อะไรก็ไม่รู้น่ะ ถ้าไปรู้อยู่อย่างนี้ มันก็จมหายไปกับความเป็นกลาง...อทุกขมสุขมนั่นแหละ

เพราะนั้นพระอนาคายังมาติดกายในลักษณะที่เป็นกลาง ติดอารมณ์ที่เป็นกลาง ติดเวทนาที่เป็นกลาง ...แต่เจอสุข-ทุกข์นี่ พั้บๆๆ ละได้หมดน่ะ ทันหมดแหละ


(ต่อแทร็ก 3/21  ช่วง 3)



วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 3/21 (1)



พระอาจารย์
3/21 (540219A)
19  กุมภาพันธ์ 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ดูที่ความรู้สึกตัว เป็นความรู้สึกตัว ...ลมก็เป็นความรู้สึกตัวอันหนึ่ง เป็นกายอันหนึ่ง กายที่รู้สึกกระเพื่อม ไหว

เพราะนั้นว่า การที่กลับมารู้กายบ่อยๆ มันจะเห็นชัดในการที่ว่ามีคนนึงที่เห็น...เห็นความรู้สึกตัวอยู่ ...ตรงนั้นน่ะ พยายามแยบคายตรงคนที่เห็น ให้แยบคาย ให้แยบคายว่ามันมีสองส่วน ให้มันชัดเจน

หมายความว่าให้มันมีภาวะรู้อยู่ตรงนั้นด้วย ...เพื่อจะให้ไปแยกเวลาที่ไปเกิดภาวะที่เป็นนาม ลักษณะที่มันแยกไม่ชัดเจน ...จะได้รู้ว่าขณะนั้นน่ะ มันก็มีรู้อยู่ ...อาการน่ะมันจะหาย แต่รู้ไม่หาย 

เรียกว่ามันจะปล่อยวาง ...ปล่อยวางขันธ์ ก็เห็นขันธ์เป็นแค่สิ่งหนึ่ง เห็นขันธ์เป็นแค่อาการ ...ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้เป็นสัตว์ ไม่ได้เป็นบุคคล ไม่ได้เป็นเรา ไม่ได้เป็นของเรา 

ลักษณะนี้ คืออะไรเกิดขึ้น อะไรดับไป...ไม่สำคัญเท่ากับให้มีรู้อยู่ ต้องมีใจรู้ดวงนึงอยู่ตลอด 

ส่วนมากเวลามันดับไป หรือโล่งไป หายไปปุ๊บ มันไม่มีรู้...รู้มันจะหายไป หายไปกับโล่ง หายไปกับไม่มีอะไร ...เรียกว่ามันไปหลงอีกสภาวะหนึ่ง 

ใจผู้รู้นี่ ดวงจิตผู้รู้นี่ มันพร้อมจะหลงในทุกภพที่มีกระทบมันน่ะ ...เพราะนั้น พอเรารู้ทันในลักษณะภพที่หยาบ เช่น มีอะไรจับต้องได้ ดูเหมือนเห็นน่ะ เห็นอยู่

แล้วพอมันดับไปปั๊บนี่ ...มันก็จะมีภพใหม่ขึ้นมาทดแทนทันที คือภพของความไม่มีไม่เป็น ภพของความเป็นกลาง ภพของความเฉยๆ ภพของความว่าง

พอเจอภพนี้ปุ๊บ จิตมันจะหลงเข้าไปกลืนกินเลย ใจมันจะเข้าไปกลืนกินในภพนั้นเลย เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับไม่มีอะไร...เป็นหนึ่งเดียวกับอทุกขมสุขมเวทนา จะเป็นตัวนั้น

แล้วเราจะ...พอเราทิ้งไปนานๆ ปุ๊บนี่ ด้วยความหลงไปในภพนั้นน่ะ มันก็เกิดความเผลอเพลิน เลื่อน ไหลไปเรื่อย สติก็ขาด ...สติขาด สมาธิก็ขาด จิตไม่ตั้งมั่น มันหลงไปในอารมณ์

พออารมณ์นั้นดับ พอภพนั้นดับพั้บ แล้วเกิดภพใหม่ขึ้นมา ...ตรงนี้ สติไม่ทันแล้ว สติจะไม่ทันแล้ว แล้วก็จะเกิดอารมณ์กิเลสเกิดขึ้นตรงนั้นใหม่อีก

ตรงนี้มันจะเกิดอาการซ้ำซาก เข้าใจว่ามันซ้ำซากมั้ย ...มันจะซ้ำซากไปอย่างนี้ แล้วเราจะหา เราจะออกจากภพนี้ไม่ได้ จะหาทางออกมาจากภพนี้ไม่ได้

คือปัญญายังไม่ไปเห็นเหตุ ปัญญายังไม่เข้าไปเห็นเหตุให้เกิดภพนี้  มันก็หาอยู่นั่นน่ะ...เอ๊ จะทำยังไงดีวะๆ รักษาสติตรงไหนดี จะรู้อยู่ตรงไหนดี

เพราะอะไร ...เพราะปัญญาไม่เข้าไปสอดส่องถึงเหตุให้เกิดทุกข์ ...มันเห็นแต่ปลายเหตุ เกิดกี่ทีๆ ก็ปลายเหตุ ...สุดท้ายมันก็...เอ๊ มันก็เหมือนเดิมอีกแล้ว 

มันก็เป็นอย่างนี้อีกแล้ว มันก็เป็นอย่างนี้ ...แต่มันไม่รู้ต้นเหตุว่า เหตุที่ให้เกิดทุกข์อันนี้เพราะอะไร

เพราะนั้นพอเราเริ่มเข้าใจเหตุ เราก็ต้องมาจับ...ก็มาแก้ที่เหตุ แก้ที่เหตุเลยว่า ใจนี่มันหายไปตอนไหนๆ 

เออ ไอ้ตอนมีก็รู้ ไอ้ตอนยุบยิบๆ ก็รู้ ไอ้ตอนที่กระเพื่อมก็รู้ ตอนที่เป็นสุขนิดๆ ก็รู้ ทุกข์นิดๆ ก็รู้ ...เออ แล้วมันหายไปตอนไหน ก็ให้สังเกตดูว่ามันหายไปตอนไหน ...มันหายไปตอนไอ้อาการพวกนี้ดับ


โยม –  เกิด-ดับนี่  ถ้าเรานึกเอง มันปัญญานำไปแล้วใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  อือ ปัญญาล้ำ เรียกว่าปัญญาล้ำ มันก็ฟุ้งซ่าน มันก็ออกไป นอกใจไป ...ก็กลับมา ...เพราะนั้น เราบอกง่ายๆ อย่าทิ้งกายๆ 

ถ้าหลง ถ้าหาย หาใจไม่เจอนะ อย่าดันทุรังๆ ...ในสภาวะที่ไม่มีอะไร หรือไม่รู้จะดูอะไร หรือไม่รู้จะดูอะไร แล้วก็ไปทำอะไรเรื่อยเปื่อยไปโดยที่ปล่อยให้เผลอเพลินไปอย่างนี้

ให้กลับมารู้กายกำกับ เป็นที่ตั้งของสติปัฏฐาน เอากายานุสสติปัฏฐานมาเป็นที่ตั้ง ...กายในที่นี้คือความรู้สึกตัว ว่าเป็นอาการก้อนๆ เย็นร้อนอ่อนแข็งพวกนี้ ...ดูที่ความรู้สึกตัวนี้ ให้มันตีคู่กับรู้ให้ชัดเจน 

เพราะว่าถ้ามีการรู้สึกตัวตรงไหน มันก็จะมีรู้อยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องไปหารู้ที่ไหนเลย ...เห็นมั้ย พอกลับมารู้กายปุ๊บ เห็นความรู้สึกตัวปุ๊บ มันก็จะมีรู้คู่อยู่กับกายอันนั้นเลย 

แล้วใจดวงนี้มันจะตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ ...แล้วมันจะจับสังเกตได้ จับผิดได้ ตอนที่อารมณ์นามธรรมที่ละเอียดดับ แล้วมันจะเห็นตอนที่ดับไป แล้วมีรู้อยู่ๆ 

รู้อยู่แม้กระทั่งสิ่งนั้นดับไปแล้ว ก็ยังมีรู้อยู่ อย่างนี้บ่อยๆ เข้าใจมั้ย ...แล้วรู้มันจะตั้งมั่นด้วยตัวของมันเองมากขึ้นๆๆ แม้แต่จะไปตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์นามที่เกิดดับ

แต่คราวนี้ว่า นามน่ะเราไปเห็นตอนเกิด ไอ้ที่ดับไปก็เห็นบางครั้งแรงๆ ปุ๊บ เมื่อดับไปแล้วสักพักหนึ่งน่ะ รู้หายๆ ...คือว่าจิต กำลังของสมาธิยังไม่ตั้งมั่นพอ

เราถึงเน้น...ย้ำหนักย้ำหนาว่าอย่าทิ้งกาย ...คือหมายความว่าการรู้กายรู้ใจนี่ เป็นลักษณะที่เรียกว่าอนุโลม-ปฏิโลม

อนุโลม-ปฏิโลมคือหมายความว่า หยาบบ้าง-ละเอียดบ้างๆ  ไปละเอียดแล้วมันยังไม่ทะลุ กลับมาหยาบอีก ...เหมือนกับภาวิตา พหุลีกะตา คือทำซ้ำซากๆ

เหมือนกับถ้าเป็นลักษณะของสมถะอย่างนี้ เขาก็บอกให้กำหนดพุทโธ พุทโธๆๆ ไปเรื่อยๆ  แต่พอพุทโธมันอยู่ตัวแล้วปึ้บ มันพุทโธไม่ได้ จิตมันรวมดีแล้วก็เอามาพิจารณา

คราวนี้พอพิจารณาไปๆ มันเริ่มชัด แล้วก็จะชัด เห็นกายชัด เห็นเป็นอสุภะ เป็นแตกๆๆ แยกๆๆ ชัดเจน

แต่พอพิจารณาไปพิจารณามา มันเริ่มเบลอ เริ่มฟุ้งซ่าน เริ่มอะไรนี่ปุ๊บ ก็จะต้องรีบกลับมาพุทโธๆๆ ใหม่ เข้าใจมั้ย ...เนี่ย อย่างนี้ท่านเรียกว่าอนุโลม-ปฏิโลม สลับกัน ซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้

เหมือนกัน เฉกเช่นเดียวกับสติปัฏฐานเหมือนกัน ...เมื่อเรารู้กายเห็นกายชัดเจนแล้วปุ๊บ บางทีมันก็มีอาการของนามผุดโผล่ขึ้นปุ๊บ เราก็เห็นอาการของนามเกิดดับๆ ความคิดเกิดดับๆ สุข-ทุกข์เกิดดับ อารมณ์เกิดดับ 

แต่ดูเกิดดับไปๆ กำลังมันเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ มันจะเริ่มไหล ...เวลาดับไปแล้วมันจะเริ่มสบาย เพราะมันไม่มีอะไร  พอเริ่มไม่มีอะไรปุ๊บ มันจะเริ่มเผลอเพลินแล้ว เผลอเพลินจะเข้ามาแทรก

โมหะนะนี่ โมหะจะเข้ามาแทรก ...เข้ามาแทรกตอนนี้ปุ๊บ สติจะเริ่มหาย ใจจะเริ่มจาง  ไอ้ตัวรู้นี่จะเริ่มจางหายไปแล้ว ถูกโมหะนี่ ซึ่งเป็นเมฆหมอกนี่มาครอบคลุม

โมหะนี่มันจะเกิดก่อนกิเลสทุกตัวเลย เป็นปัจจัยแรกก่อนเกิดกิเลสตัวอื่น ตัวโมหะกิเลส ...คราวนี้มันก็มาซ้ำซาก มันก็จะมาซ้ำซากอยู่ตรงนี้ มาเผลอเพลินๆ

แต่ว่ามันก็ดีอยู่อย่างว่า มีอะไรเกิดขึ้นเป็นอารมณ์แรงๆ ที่เป็นนามอะไร มันชัด...รู้ชัดนะ มันทัน ...แต่พอมันไม่มีอะไร...ลงแผ่นเสียงตกร่องทุกทีเลยกู มันจะเป็นอย่างงั้น

เพราะนั้นวิธีแก้คือกลับมารู้กาย อย่าทิ้งกาย ...เพื่ออะไร ...เพื่อเอากายเป็นที่ตั้งของสติ  แล้วก็ใจมันก็จะตั้งมั่น ตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ รวมตัวแข็งแกร่ง สมาธิก็มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ

ใจรู้ก็รวมรู้เห็นๆ พอไม่มีอะไรมันก็รู้เห็น สังเกตดูไปเรื่อยๆ ...บางทีรู้กาย มันไม่ได้ตั้งใจจะรู้ มันก็บางทีมันไม่สนใจกายด้วยซ้ำ เหลือแต่รู้น่ะ ...เหลือแต่รู้เห็นๆ แต่ไม่รู้เห็นอะไร

กายมันหาไม่เจอแล้ว มันไม่สนใจออกไปรู้กายแล้ว มีแต่รู้เห็นๆ... มันก็เดินไปเปล่าๆ อย่างนั้น เดินไปลอยๆ แต่ว่ามีรู้เห็นอยู่ ทั้งที่ไม่มีกายให้รู้ เหมือนกับกายมันหายไปเลย อย่างนั้นน่ะ แต่ว่าเหลือแต่ใจนี่

แต่ว่าบอกแล้ว...ต้องแยบคายให้เห็นว่ามันมีรู้อยู่นะ อย่าทิ้งรู้ อย่าเผลอทิ้งรู้ อย่าให้รู้หาย อย่าคิดว่ามันมีแต่เบาๆๆ  แล้วมันจะไปกับเบา มันเป็นอารมณ์ที่ละเอียด เป็นภพละเอียด

นี่เบานี่ยังจับต้องได้นะ ไปเจอไม่มีอะไรนี่ยิ่งละเอียดกว่านี้อีก...ที่เป็นอรูปน่ะ  ต้องเน้นที่รู้ อย่าให้โมหะมันมาครอบงำ โมหะมันก็จะมาแทรก มันมาพร้อมกับภพละเอียด

กลับมานับหนึ่งใหม่ ตั้งต้นใหม่ อย่าทิ้ง...ทิ้งกายไม่ได้ เอากายเป็นหลัก ...อย่าคิดว่าชำนาญแล้ว เท่าทันความคิด เท่าทันความสุข-ความทุกข์ ความเผลอความเพลิน ...ยังไม่พอ

แต่ว่ามันยังต้องอาศัยความชำนาญ ซ้ำซาก เอาจนหลุด เอาจนขาด ซ้ำซากอยู่อย่างนั้นน่ะ อย่าเบื่อ ...กลับมาเตาะแตะใหม่ๆ กับกายน่ะ อย่าคิดว่าเป็นของหยาบ อย่าคิดว่ากายเป็นของหยาบ

อย่าคิดว่าถูกใจละเอียดแล้วจะหลุดได้ด้วยละเอียด ...ยังไม่พอ กำลังของสติสมาธิยังไม่พอ ยังไม่พอที่จะไปฟาดฟันกับนามธรรม แล้วก็โมหะที่มันแทรกซึมมากับนามธรรมขั้นละเอียด

เพราะนั้นกิเลสมันมี หยาบ กลาง ละเอียด ประณีต ...อย่างหยาบ...พอเห็น  ละเอียดมี...พอเห็น กลางพอเห็น ...พอมาขั้นประณีต ขั้นไม่มีแล้วนี่ เอาแล้ว เริ่มไม่เห็นหัวเห็นหางแล้ว ใจมันลอยหายไปกับอะไรก็ไม่รู้

เพราะนั้นก็รู้กายไป ...รู้แบบไม่ต้องหมายมั่นอะไร รู้แบบไอ้ใบ้น่ะ ดูกายเป็นไอ้ใบ้ ...เนี่ย มันไม่มีคำพูดอะไร ก็ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรกับมัน 

ไม่ต้องไปแยกแยะอะไรเลย ไม่ต้องไปบอกว่าเป็นแขนเป็นขา เป็นหนัง เป็นตัวเป็นตน เป็นชายเป็นหญิงอะไร ...ดูเป็นแค่สิ่งหนึ่ง พอให้เห็นเป็นแค่อาการหนึ่ง

คือในลักษณะในขั้นนั้น มันเริ่มแยกออก...ใจมันเริ่มแยกออกจากกาย แยกออกจากขันธ์แล้วล่ะ  แล้วมันก็เริ่มเห็นขันธ์ไม่มีสาระแล้ว ...เราไม่ต้องไปย้ำหรอกว่ามันเป็นไตรลักษณ์ยังไงน่ะ

แต่ไม่เหมือนพวกนี้นะ พวกนี้ต้องย้ำ (โยมหัวเราะกันว่าพวกไหน) ...เนี่ย ต้องย้ำลงไปว่ามันเป็นไตรลักษณ์ยังไง ต้องย้ำลงไปว่ามันไม่ใช่เราตรงไหน ต้องถามบ่อยๆ ว่ามันเป็นเรามั้ย มันเป็นแค่สิ่งหนึ่งมั้ย หรือว่ามันมีชีวิตจิตใจในกายนี้มั้ย

บางคนถ้ายังไม่เริ่มเจริญปัญญาหรือว่าปัญญายังไม่ตื่นน่ะ  มันต้องสะกิด...สะกิดด้วยสังขารขันธ์ คือการน้อมนำ น้อมเข้าไปคิดให้เห็นว่ามันเป็นไตรลักษณ์ยังไง

แต่ลักษณะของโยมนี่ จิตมันเริ่มถอยแยกออกแล้วนี่ เราไม่ต้องเอาสังขารไปย้ำ ไม่ต้องเอาสังขารธรรมมาย้ำมัน แยกออกให้เป็นสองสิ่งชัดๆ เลยว่ารู้กับขันธ์

มีขันธ์อันหนึ่ง...รู้อันหนึ่ง ขันธ์อันหนึ่ง...รู้อันหนึ่ง ...พอแล้ว ถือว่าจิตมันเห็นไตรลักษณ์ในลักษณะที่ว่าด้วยปัจจัตตังในระดับหนึ่งแล้ว

เราไม่ต้องเอาไตรลักษณ์...ในลักษณะที่เป็นสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมมาเป็นภาษา มาบอกมันกำกับมัน ...ทิ้งได้หมดเลย เป็นไอ้ใบ้เลย

เพื่ออะไร ...เพื่อเข้าไปถึงจุดที่เรียกว่าเป็นจิตวิเวก นะ ...กายวิเวกแล้ว กายวิเวกนี่ถือว่าเราถอนมาจากกาย ถอนมาจากกายแล้ว เหลือแต่จิตกับกาย ใจกับกายแล้ว กายนี่วิเวกแล้ว แต่จิตยังไม่วิเวก

เพราะนั้นจิตจะต้องมาเท่าทันอาการที่เป็นนาม ที่จะทำให้จิตมันไม่วิเวก ...ดับๆๆๆ ละๆๆๆ อย่างนี้ ให้เหลือแต่รู้


เมื่อเหลือแต่รู้โดดเด่น เด่นชัดอยู่ตัวเดียว มีแต่รู้ ขันธ์ไม่มีแล้วๆ ขันธ์ดับหมดแล้ว ขันธ์อะไรเกิดขึ้นก็ดับๆๆๆ รู้อย่างเดียว ...จะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่าจิตวิเวก


(ต่อแทร็ก 3/21  ช่วง 2)



วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 3/20 (2)


พระอาจารย์
3/20 (540218B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
18 กุมภาพันธ์ 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 3/20  ช่วง 1

พระอาจารย์ – 
เพราะนั้นการปฏิบัติธรรมนี่จริงๆ มันไม่ได้ยากเย็นเข็ญใจอะไรหรอก กายมีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว พยายามทำให้สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ...ให้ต่อเนื่องๆ

บางคนก็ชอบจะไปดูจิตอย่างเดียว ซึ่งบางทีเวลาเรากำลังไม่พอ หรือว่าสติสมาธิปัญญามันน้อย แล้วมันจะมั่ว ...มั่วคือมันจะเข้าไปคลุกเคล้าโดยไม่รู้ตัว 

ลักษณะนี้เรียกว่ามั่ว หรือว่าสติอ่อน สมาธิอ่อน ...มันจะเข้าไปดูๆๆ ดูแล้วมันจะเคลื่อนเข้าไปอยู่ในนั้น อยู่ในอาการ หลงเข้าไปมัวเมากับอาการโดยไม่รู้ตัวแล้ว

ลักษณะนี้ต้องรีบถอยก่อนนะ ถอยมาตั้งหลักที่กายก่อน...กลับมารู้สึกตัวเลยตรงๆ ตรงนี้ ยืนเดินนั่งนอน ดูลมดูอะไรซะ ให้มันตั้งมั่นขึ้นมา ...นี่เขาเรียกว่าเป็นการอนุโลม-ปฏิโลม

นี่อนุโลม-ปฏิโลม ...ขึ้นๆ ลงๆ  เข้าๆ ออกๆ  ระหว่างหยาบ-ละเอียด ละเอียดมาหยาบ หยาบมาละเอียด ละเอียดมาหยาบ ...ไปเรื่อยๆ จนมันชำนาญ จนมันตั้งมั่น 

จนไม่ว่ามันจะออกมาท่าไหน เกิดมาอีหรอบไหน มาแบบละเอียด มาแบบหยาบ มาแบบประณีต มาแบบไม่มี ไร้ร่องรอย ...มันก็เป็นแค่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏแล้วก็รู้

มันเท่าทันน่ะ เริ่มเท่าทันในทุกอาการ มันจะเกิดความเท่าทันในทุกอาการ ...เพราะนั้นถ้าเท่าทันในทุกอาการ ปุ๊บ มันจะดับตั้งแต่อาการแรกที่เท่าทันเลย 

แต่ถ้าไม่เท่าทันแล้ว มันจะต่อแขนต่อขาเรื่อยน่ะ ...มันคอยต่อแขนต่อขาในความคิด ต่อแขนต่อขาออกไปในความรู้สึกที่เป็นสุขเป็นทุกข์ ต่อแขนต่อขาออกไปในอดีตอนาคต 

นี่ ให้รู้เลยว่ามันเริ่มเคลื่อนคล้อยออกนอกใจไปเรื่อย ...รู้ตัวเมื่อไหร่ ระลึกขึ้นได้ทันเมื่อไหร่นี่ ต้องไม่เสียดายนะ ...กลับมารู้ปัจจุบันของกายตรงๆ เลย 

อย่าเสียดายว่าจะไม่แจ้ง จะไม่เข้าใจ จะไม่ละเอียดกว่านั้น จะไม่เห็นที่สุดความดับไปในความละเอียดนั้น ...ให้รู้ไว้เลย ถูกหลอกแล้วๆ ไปไม่ได้แล้ว 

มันหลงแล้ว มัวเมาแล้ว ออกนอกใจไปแล้ว นี่ แม้กระทั่งจะหาใจ...ก็ยังหลงอีกแล้วนะๆ ...หยุดซะ มันมีเจตนา มันมีความปรารถนา...ไม่เอา ...รู้ตัว กลับมารู้ง่ายๆ 

พอกลับมารู้ง่ายๆ ของกายปัจจุบัน มันก็เห็นแล้ว ผู้รู้ผู้เห็นกับเย็นร้อนอ่อนแข็ง...นั่นแหละใจ แค่นั้นน่ะ พอแล้ว ใจอยู่ตรงนั้นแหละ

ไม่ต้องหาให้มันลึกซึ้ง ลี้ลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน สุดท้ายมันทรยศตลอดเวลา ไม่เข้าใจ มันจะหลงๆๆ ...ความหลงนี่มันเข้ามาแทรกซึมได้ทุกอาการ ทุกสติ ทุกปัญญา ที่เรายังอ่อนกว่ามัน 

มันก็เข้ามาที่ตรงนั้น เข้ามาตีตรงนั้น ตรงไหนที่มีช่องของความอยากเกิดขึ้นได้ มันก็เข้ามาตรงนั้น...มึงอยากรู้ใจใช่มั้ย กูก็มาให้เห็นตรงที่มึงอยากเห็นใจนั่นแหละ

เพราะนั้นก็กลับมารู้ง่ายๆ กลับมารู้ง่ายๆ หยาบๆ ...ใจก็ดวงเดียวนั่นแหละ มันไม่ได้แตกต่างหรอก รู้กับกาย...กับรู้กับอารมณ์นี่ ...ก็ใจดวงเดียวกัน แค่ผู้รู้ผู้เห็นอันเดียวกัน มันไม่ได้แตกต่างกันเลย 

อย่าไปกลัวว่ารู้กายแล้วไม่ละเอียด ต้องรู้นามถึงจะละเอียด หรือว่ารู้แต่ผู้รู้อันเดียวถึงจะละเอียด มันอยู่คู่กันตรงนั้น ...แล้วมันจะตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ จะตั้งมั่นเรื่อยๆ 

ใจมันจะตั้งมั่นด้วยตัวของมันเอง ด้วยกำลังของตัวของมันเอง ด้วยสติสมาธิที่ไปรักษาตัวของมันเองให้เกิดความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอยู่ภายใน เป็นผู้รู้ผู้เห็นที่ตั้งมั่นด้วยตัวของมันเอง

แล้วมันจะชัดเจนในตัวของมันเอง เราไม่ต้องไปทำให้มันชัดด้วยความอยาก แต่ให้ชัดด้วยสติสมาธิปัญญา ...คือรู้ลงไปในปัจจุบันแค่นั้นเอง 

นี่คือมรรควิถี...ด้วยความเป็นกลาง ไม่มีกิเลสเจือปนในการกระทำนั้นๆ ...เพราะไอ้การกระทำ สิ่งใดที่กระทำขึ้นมานี่ นั่นน่ะ อย่างน้อยมันมีความอยากแทรกอยู่แล้ว ...เป็นเจตนา เป็นความจงใจๆ

เพราะนั้นสติสมาธิปัญญาจริงๆ น่ะ ...สังเกตดูสิ...สมาธิ ถ้าเราไปบังคับมันนะ ตั้งหน้าตั้งตาดูเพื่อจะให้ได้ผลจริงๆ จังๆ นะ ...ไม่ได้อะไรหรอก มีแต่เครียด 

แต่แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ แกล้งกระดิกตีนเล่น ลอยไปมั่ง ลอยสบายๆ ...มันกลับชัดเจนน่ะ มันกลับเป็นว่า...เออ มันใกล้เคียงสมาธิ นี่ จิตต้องเป็นภาวะคล้ายๆ อย่างนั้นน่ะ 

ไม่ใช่...โอ้โห ตั้งท่าตั้งทาง “เอาโว้ยๆ เอาให้ได้โว้ยๆ กูจะดู เอาให้ได้วันนี้แหละ ต้องรู้ดำรู้แดงกันเลย” ...สุดท้ายก็นอนแผ่ เศร้าหมอง ขุ่นมัว เครียดๆๆ

เพราะนั้นสมาธิสติปัญญา ลักษณะมันใกล้เคียงกับภาวะที่มันเป็นสุขสบายน่ะ มันถึงจะใกล้เคียง ...สติสมาธิปัญญาที่เกิดความเหนียวแน่น ไม่ใช่แข็งแต่เปราะ ...ของไหนแข็งจะเปราะ หักง่าย ดีดเป๊งเดียวหักแล้ว 

แต่สมาธิสติปัญญาที่แท้จริงน่ะ เหมือนเหล็กเส้นน่ะ เหนียว ...แข็งแกร่งแต่เหนียวแน่นน่ะ ยืดได้หดได้ นั่นน่ะแข็งจริง อย่างนี้เรียกว่าสมาธิที่ควรแก่งาน

เรียนรู้ไป ค่อยๆ ปรับสมดุล แล้วจะค่อยๆ เข้าใจ ...จิตที่มีความจงใจน้อย แต่ว่าไม่เผลอเพลิน นี่ มีความรู้ที่เกาะติดแนบหลังอยู่นิดๆ หน่อยๆ แค่นี้ ...สบายๆ 

มันจะค่อยๆ เหนียวแน่น ยืดหยุ่นไปเรื่อย แล้วมันจะยืดหยุ่นเหนียวแน่นไปทั่ว ...แต่ถ้าแข็งเปราะเมื่อไหร่ปุ๊บ พอเปลี่ยนอารมณ์ เปลี่ยนสภาวะปุ๊บนี่ ...ไปไม่ถูกแล้ว 

ดูสิ อย่างว่ากำลังตั้งหน้าตั้งตาดูๆๆๆ คนเดียว ไม่ยุ่งกับใคร อยู่คนเดียวดู ...นี่ พอมีอะไรเกิดขึ้นมาปุ๊บนี่...แตกเลย สมาธิตรงนี้แตกหักเลยนะ 

มันหลุดหลงไปเรื่องใหม่นี่ ไม่รู้แล้ว...กูจะวางจิตตรงไหน สติจะตั้งกับอะไรดี ใจอยู่ตรงไหนนี่  ...ไล่หาใหม่อีกแล้ว จะไปเพ่งดูตรงไหนดี

แต่ถ้าเราสบายๆ เรียบง่าย ...มันจะเคลื่อนได้  สิ่งที่อยู่หน้าใจนี่ แม้จะเคลื่อนไปเคลื่อนมา มันก็ยังอยู่ได้ ...นี่ ใจที่เป็นกลาง มันจะกลางกับทุกสรรพสิ่ง ไม่ใช่กลางกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น 

ให้มันไหลไปไหลมา ...เพราะขันธ์น่ะ เป็นภาวะที่แปรปรวนอยู่แล้วนะ มันไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น มันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แปรเปลี่ยนไปตามปัจจัย 

อย่างว่าเดี๋ยวก็เป็นความคิดบ้าง เดี๋ยวก็เป็นทางหูบ้าง ...กำลังนั่งดูความคิดดีๆ ก็มีเสียงเรียกอย่างนี้ ก็เปลี่ยนเป็นหู ...ก็รับได้นะ เป็นปกตินะ

แต่ถ้าเสียงดังแล้วหงุดหงิด... "นี่กำลังดู มาขัดจังหวะกูจริงจริ๊ง" ...อย่างนี้มันสมาธิอะไร นี่มันเรื่องของการที่บังคับ ข่ม ข่มเหงรังแกจิตแล้ว ...ควบคุม บังคับ 

นั่งสมาธิปุ๊บนี่ จะต้องสั่งคนในบ้านให้หยุดทุกอาการนะ "ข้าพเจ้ากำลังนั่งสมาธิ อย่ายุ่งนะ" อะไรอย่างนี้ ...มันต้องเรียนรู้ให้เข้าใจว่า...จริงๆ สมาธิต้องใช้กับความเป็นปกติของโลกที่มันแปรปรวนได้ 

แต่ถ้าไม่เข้าใจ นั่นแหละ...เบื้องต้นก็อาจเอาเป็นอุบายเท่านั้นเอง แต่ต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนให้มันกว้าง สมาธิจะต้องเปิดกว้างเป็นสมาธิธรรมชาติ สติธรรมชาติ ปัญญาธรรมชาติ 

แม้แต่ว่าจิตที่อยู่ในที่ทำงานกับจิตที่อยู่คนเดียวนี่...เหมือนกัน มันใจดวงเดียวกัน รู้เหมือนกัน เป็นรู้อันเดียวกัน ไม่ได้แตกต่างกันเลย

มันแตกต่างที่ภาวะหน้าใจแค่นั้นเอง...ซึ่งเลือกไม่ได้ ...ไม่ต้องเลือก เลือกไม่ได้ แล้วไม่เลือก 

นี่ ความให้ค่า...มันจะให้ความสำคัญมั่นหมายกับสิ่งที่ปรากฏก็น้อยลงไป ความเห็นผิดในความเที่ยงหรือไม่เที่ยงของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าไอ้นี่ต้องเที่ยง ไอ้นี่ต้องไม่เที่ยง...ไม่มีน่ะ

ทุกอย่างไม่เที่ยงหมดแหละ ไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจของเรา แค่นั้นแหละ ปัญญาก็จะแผ่ออกไปจนถึงทุกสรรพสิ่ง จนเรียกว่าไม่มีอะไร 

เป็นแค่ something หรือ thing  มันก็เป็น anything else น่ะ ไม่มีว่าเป็น thing...thing ของสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้ๆ แต่เป็น anything else ...คือสรรพสิ่งน่ะ

เพราะนั้นใจดวงนั้นจึงอยู่นอกเหนือกาลเวลา...เป็นใจที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่ผูกกับกาลเวลา สถานที่ หรือบุคคล ...อกาลิโก ใจดวงนั้นก็เป็นอกาลิโก เหนือภาวะและกาลเวลา

แต่ถ้าใจยังผูกกับกาลเวลา ก็ให้รู้ว่านั่นเป็นแค่อุบายเบื้องต้นแค่นั้นเอง เพื่อให้เกิดความแยบคาย ว่า...อ๋อ นี่เป็นสิ่งนึง ใจอีกสิ่งนึง ...แล้วต้องขยายออกไป 

ปัญญาต้องขยายออกไป ในทุกกาลเวลาสถานที่ให้ได้...โดยไม่มีข้อแม้ โดยไม่มีตัวเลือก ...เพราะจะไม่เลือก จะไม่เลือกอะไร ไม่เลือกธรรมใดธรรมหนึ่ง ...เพราะทุกอย่างเป็นธรรมเดียวกัน 

เมื่อเป็นธรรมเดียวกัน ก็หมายความว่านั่นแหละคือกฎเดียวกัน คือกฎของไตรลักษณ์ ...โลกนี้ ในอนันตาจักรวาลนี้ มีกฎเดียวเท่านั้น คือกฎของไตรลักษณ์ ไม่มีตัวเลือกอื่นเลย

นั่นถึงเรียกว่าเป็นเรื่องเดียวกันหมด จิตยอมรับได้หมด ว่าไม่มีตัวไม่มีตน ...จิตอนัตตา สรรพสิ่งเป็นอนัตตา ...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ...เมื่อนั้นแหละหมดปัญหา 

เมื่อเห็น สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครบังคับ มันเป็นของมันอย่างนั้น เป็นอยู่เช่นนั้น 

ตั้งแต่ตั้งโลกตั้งฟ้าตั้งแผ่นดินขึ้นมา มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีพระเจ้าเป็นคนสร้าง ไม่มีพระเจ้าเป็นคนชี้นิ้ว ไม่มีเราไม่มีเขาเป็นคนชี้นิ้ว นั่นน่ะ...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ

ศาสนาทุกศาสนาสอนได้หมดทั้งอนิจจัง ทุกขัง แต่ไม่สอนถึงอนัตตาได้ ...เพราะไม่มีใครเข้าไปเห็นอนัตตาได้ นอกจากพระพุทธเจ้าองค์เดียว 

ในสากลโลกนี้ ตั้งแต่มีนักปฏิบัติมา ก็มามีพระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละ เริ่มมาเห็นอนัตตา 

เพราะนั้น อนิจจัง ทุกขัง เขาเห็นกันทั้งนั้นแหละ ทุกศาสนา พราหมณ์ ฤาษี หรือใคร หรือเทวดา หรือนักปฏิบัติในลัทธิไหน เขาก็เห็นความทุกข์ ความไม่เที่ยงทั้งนั้น 

แต่ไม่เคยเข้าไปถึงความเป็นอนัตตา หรือว่าถึงที่สุดของอนัตตา คือ สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ เห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา

ความหมายของคำว่าธรรมนี่ คือสิ่งที่ปรากฏอยู่หน้าใจ ...ไม่เลือกแล้ว ไม่มีสมมุติ ไม่มีบัญญัติเข้าไปเลยนะ อะไรก็ตามที่ปรากฏอยู่หน้าใจ ...นั่นแหละท่านเรียกว่าเป็นธรรม 

เพราะนั้น...จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นทั้งหลายทั้งปวงเป็นธรรม โดยธรรม นั่นแหละ แล้วก็เป็นธรรมแห่งอนัตตา...อนัตตธรรม 

เป็นธรรมที่ไม่มีอัตตาใดครอง ไม่มีทั้งอัตตาเรา ไม่มีทั้งอัตตาเขา ไม่มีทั้งอัตตาที่จับต้องไม่ได้มาเป็นตัวครอง แต่เป็นอนัตตาเท่านั้นที่ครองธรรมนี้ 

พระพุทธเจ้าถึงว่า สัพเพ ธัมมา ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีตัวไม่มีตน ...นั่นน่ะพระอรหันต์ท่านไปเห็นธรรมที่สุดของธรรมคือจุดนั้น

แต่เบื้องต้นเราก็ต้องมาเรียนรู้จากนี่...รูป-นาม...ของใครของมันนะ ...พยายามดูให้ตรงของใครของมันนะ 

อย่าไปแจ้งในรูปนามคนอื่น ...เขาเกิดเอง เขาตายเอง เขาดับของเขาเอง เขาทุกข์ของเขาเอง เขาสุขของเขาเอง เขาหาทุกข์หาสุขของเขาเอง ...เรื่องของเขา 

เราต้องมาแจ้งในรูปนามของเรา ให้มันหดเข้ามาๆ แยบคาย โยนิโสในรูปนาม ในปัจจุบันขันธ์ ...ในความเห็นเบื้องต้นนี่ก็...ของเราก่อน 

จนเห็นว่าไอ้รูปนามนี้ มันไม่เคยบอกเลยว่ามันเป็นของเรา ...เย็นร้อนอ่อนแข็ง เป็นเราไหม เป็นของเราไหม  สุขทุกข์เกิดขึ้น นี่ ดูไปตรงๆ 

ดูแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ดูแบบเฉยๆ ดูแบบโง่ๆ ...นี่ เห็นมั้ย มันบอกมั้ยว่าเป็นของเรามั้ย ดูสิ ...ไม่มีอ่ะ ไม่มีสัญลักษณ์ใดสัญลักษณ์หนึ่งว่ามันเป็นของเรา

ความคิด ...เราไม่ต้องดูในความคิดหรอก ไม่ต้องไปดูในความคิดหรอก ไม่มีอะไรอยู่ในความคิด ...ดูว่ามันเป็นแค่ความคิด ดูสิว่ามันเป็นเรามั้ยความคิดนี่ ...ไม่มีนะ 

เป็นแค่สภาวธรรมนึงที่ปรากฏ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ปรากฏขึ้น เหมือนฟ้าแลบฟ้าร้อง นี่ คือธรรมที่ปรากฏ ไม่ได้แตกต่างกับความคิดความเห็นหรอก ...เป็นแค่กลุ่มก้อนนึงที่ปรากฏแค่นั้นเอง

มันมีอาการไหนบ่งบอกมั้ยว่าเป็นเราของเราตรงไหน นั่น ดูมันไปตรงๆ อย่างนั้น ทีละเล็กทีละน้อย ทีละครั้งๆ ทีละขณะๆ 

อย่าใจร้อน อย่าเอาเร็ว อย่าเอาทีเดียวแจ้ง ...ไม่แจ้งหรอก แต่มันค่อยๆ คลายออก เหมือนคลี่คลายออก

สมัยนี้ คนสมัยใหม่นี่มันใจร้อนใจเร็ว มันจะเอาแบบ...ลิควิดเปเปอร์ ปาดๆๆๆ ลบออกหมดเลย ลบคำที่ผิด นี่...ไม่ได้ ....แต่มันค่อยๆ จางคลายๆ จางคลายไปทีละขณะๆ แต่ละครั้งที่ปรากฏ 

ไม่ว่าขันธ์นั้นจะปรากฏในอาการใด ก็...อ๋อ มันเป็นเราไหม ...แยบคายลงไป มันดับเองมั้ย 

แม้มันจะตั้งคาราคาซังขนาดไหนก็อดทนอยู่กับมัน ตั้งอยู่ก็รู้ว่าตั้งอยู่ แค่นั้นน่ะ ความแจ้งในขันธ์ก็จะค่อยๆ แยบคาย แจ้งในความเป็นจริงไปตามลำดับลำดา

อย่าใจร้อน เพราะไอ้ใจที่มันเร็ว มันเลย มันเกิน อันนั้นน่ะมันคือความเนิ่นช้า ...แต่ถ้าไม่ใจร้อน ดูไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อยดูไป ได้เล็กผสมน้อย ทีละอย่างทีละขณะไป ...อันนั้นน่ะเร็วที่สุดแล้ว 

เพราะไม่รู้จะเร็วขนาดไหนแล้ว มันเร็วที่สุด มีอัตราเร็วที่สุดแค่นั้นแหละ มันมีเรทติ้งของมันอยู่ ...อย่าไปกำหนดเรทเอง ...ไอ้กำหนดเรทเองนี่เรื่องของความอยากน่ะ  

อ่านมามาก อ่านประวัติครูบาอาจารย์มา โอ้โฮ เอาแบบ สำเร็จรูปเลยน่ะ  ต้องอย่างนั้น เอาให้ตรง เป๊ะๆ เผงๆ พ้าบๆๆ ไป ...สุดท้ายก็พังพาบหมดแหละ 

เอ้า มีอะไรสงสัยมั้ย ถามได้ ...(ถามโยมคนหนึ่ง) หมอเป็นไงบ้าง ยังปวดยังเมื่อยอยู่


โยม –  นั่งดูเวทนามันเป็นพักๆ

พระอาจารย์ –  ขันธ์มันเป็นทุกข์อย่างนี้แหละ ...เพราะนั้นเวทนามีสองเวทนา หนึ่งเวทนาทางกาย สองเวทนาทางใจ ...ไอ้เวทนาทางใจนั่นน่ะคืออุปาทาน ไอ้เวทนาทางกายนี่เรียกว่าทุกขสัจ 

แล้วให้หาดู ...ดูตรงไหน ...ดูตรงที่ว่า “เรา” มันอยู่ตรงไหน มันจะมีเราอยู่ตรงบริเวณเวทนาที่จับ แต่ตรงนี้ไม่มีเรา


โยม –  เมื่อก่อนจะเห็นใจที่มันดิ้น แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยดิ้นแล้ว มันนั่งดูได้

พระอาจารย์ –  มันจะทิ้งระยะห่างออกมาได้ระดับนึง แล้วมันจะห่างออกไปเรื่อยๆ ...มันจะห่างไปจนถึงขั้นขาดกัน 

เพราะในขณะที่ห่างนี่ยังมีโยงใยอยู่ มันยังมีใยอยู่ มันยังมีเยื่อใยหรือว่าเยื่อของอวิชชาอยู่ ที่มันยังไปยึด ...แต่เรามองไม่เห็นใย แต่ว่ารู้อยู่ว่ามีใย 

เผลอเมื่อไหร่ก็ ปั๊บ เกิดทุกข์ทางใจ เกิดความไม่พอใจ ปฏิฆะ หงุดหงิดหรือว่าเศร้าหมอง ...ถึงไม่เป็นปฏิฆะหงุดหงิดก็จะมีความเศร้า ขุ่นมัว เป็นมลทิน 

นั่นแสดงความเป็นมลทินที่เกิดจากอวิชชา ที่ยังยึด หมายมั่นในขันธ์ ...ก็เรียนรู้กับมัน เขากำลังแสดงธรรมให้เราเห็นเป็นหมอน่ะเห็นเยอะ บอกแล้วไง คนไข้คนเจ็บคนทุกข์เยอะแยะ 

ซึ่ง...เห็นเขาก็ต้องน้อมกลับมาถึงตัวเรา ...ไม่มีใครหนีพ้นหรอก เป็นอย่างนี้แหละ อย่ามาขยันเกิด ...มันจะได้จำไว้ว่าอย่ามาขยันเกิด เกิดเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น

เอ้า ไม่มีอะไรแล้วก็ไป...ไปดูกายดูใจกัน


.................................