วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 3/2




พระอาจารย์

3/2 (531114B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

14 พฤศจิกายน 2553



พระอาจารย์ –  จำหลักให้แม่น  อย่าออกนอกหลัก ๆ

(ถามโยม) กลับวันนี้รึเปล่า


โยม –  วันนี้ครับ  ผมพาน้องชายมา ให้มาดูสภาพอากาศ แล้วก็การปฏิบัติต่างๆ ว่าอย่างนี้นี่เราไหวไหม   ก็เลยพามากราบท่านอาจารย์ด้วยครับ

พระอาจารย์ –  ฟังให้เข้าใจ ... การปฏิบัติมันอยู่กับตัว ไม่ได้อยู่กับสถานที่เป็นสำคัญ  อยู่บ้านก็ทำได้ ทำงานก็ทำได้  เพราะถ้ามีสติแล้วตรงนั้นเป็นที่ปฏิบัติธรรมเลย ไม่ต้องไปหาที่อื่นหรอก  คือสถานที่นี่เป็นองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้นเอง

แต่ว่าเราอย่ามาอ้างสถานที่ ... ตรงไหนก็ได้ รู้ตรงไหนมันก็รู้ได้  สติเจริญตรงไหนก็ได้  กายมีอยู่ตลอด...ดูกายไป  เห็นว่ากำลังทำอะไรอยู่  ดูมัน รู้มัน  แล้วก็รู้อยู่...ใจมันอยู่ตรงนั้นแหละ...ตรงที่สติรู้อยู่ตรงนั้นแหละ 

ก็ให้ตั้งอยู่ที่ใจ...มากๆ บ่อยๆ  แล้วมันจะแจ้ง จะเข้าใจของมันเอง  มันจะเห็นทางออก ว่าออกจากทุกข์จะออกยังไง   วิธีออกจากทุกข์ไม่ใช่วิธีแก้ทุกข์ ไม่ใช่วิธีดับทุกข์  แต่ออกจากทุกข์คือไม่เข้าไปอยู่กับมันต่างหาก  ทุกข์สุขมันก็มีไป แต่ว่าเราเดินอยู่เหนือสุขและทุกข์  

คือออกมาเป็นผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้น ไม่เข้าไปอยู่กับมัน  ถ้าเข้าไปอยู่กับมัน ก็ต้องไปเอาชนะคะคานกับมัน ไปรบราฆ่าฟัน ไปเอาถูกเอาผิด เอาให้มันดับไม่ให้มันเกิด ... ไม่เกี่ยว  

เราก็ปล่อยเขาเป็นไป แต่เราไม่ถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเรา  คือใจแค่รู้เท่านั้น  นั่นน่ะวิธีออกจากทุกข์  ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ออกจากทุกข์อย่างไร  แล้วมันจะเริ่มเห็นทางออก จนออกได้ จนหมดจด หมดสิ้น  ด้วยตัวของใจดวงนั้นเอง...เป็นปัจจัตตัง

(ถามโยมอีกคน) ฟังเข้าใจมั้ย


โยม –  พอจะเข้าใจค่ะ ...  ขอถามเลยได้ไหมคะ  ตอนนั่งสมาธินี่ไม่ให้กำหนดลมหายใจแล้วจะทำยังไงคะ จะเอาหลักการรู้จิตนี่เข้าไปนั่งสมาธินี่

พระอาจารย์ –  นั่งได้  กำหนดลมก็ได้   แต่ไม่ใช่ให้มีแต่ลม  ให้มีคนที่รู้ลมสิ  เห็นมั้ย ถ้าเรากำหนดแต่ลมนะ  ตอนที่เราจะกำหนดก็จะมีแต่ดูว่าลมเข้าลมออก คอยรู้ว่าลมเข้าลมออก  แต่ไม่เคยสังเกตว่า ใครที่รู้ ลมเข้าลมออก

ให้กลับมาสังเกต  ให้มันเป็นสองอาการ...ลมอันนึง รู้ลมอันนึง  ลมเข้าก็รู้ ลมออกก็รู้  ให้เน้นตรงนั้น ให้เน้นว่ารู้  มีรู้ลม...มีคนที่รู้ลม  ถ้าไม่เน้นที่รู้ลม มันจะมีแต่ลม  รู้มันจะไปรวมกับลม  อย่างนี้มันจะไม่เข้าใจ


โยม – ก็คือใช้หลักนั้นแหละไปนั่งสมาธิ

พระอาจารย์ –  ใช่  ไม่งั้นมันจะติดการกระทำ  ใจมันก็เข้าไปกระทำ ไปหา  ไปหาความสงบมั่ง ไปหาความไม่มีไม่เป็นมั่ง  แต่จริงๆ มันไม่ได้ให้หาอะไร  ให้กลับมาอยู่ที่ใจ ...คือการกลับมาอยู่ที่ใจ

แต่ว่าทำยังไงให้เห็นใจ ... เพราะฉะนั้น ลมจึงเป็นอุบายให้เห็นใจ แค่นั้นเอง  พุทโธก็เป็นอุบายให้เห็นใจ  คนที่ว่าพุทโธ คนที่รู้ว่าพุทโธ มีอยู่  ให้สังเกตตรงนั้น  อยู่ตรงนั้น คู่กันกับพุทโธ คู่กันกับลม  แล้วการทำสมาธิมันจะพร้อมไปด้วยปัญญาไปในตัว นะ

การปฏิบัติจริงๆ ไม่ได้ยากเลย ... แต่ที่เราเคยได้ยินเคยได้ฟังมา เขาเอาแต่สิ่งที่ยากๆ มาสอน หรือมาพูดมาอธิบาย มันก็เลยดูกลายเป็นของยากของไกลตัวไป  แต่จริงๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนน่ะ ไม่ได้สอนไกลตัวเลยนะ  ธรรมะมีอยู่แล้ว  กายกับใจอยู่ตรงไหน มันแบกธรรมไปตลอด  พวกเรานี่แบกอยู่ตลอด แบกสภาวะธาตุสภาวธรรมอยู่ตลอดเวลา

แต่ทำอย่างไรที่จะเห็นสภาวะธาตุสภาวธรรมอันนี้...ตามความเป็นจริง  ที่มันผ่านมาทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางอายตนะภายนอก...ที่ผ่านมาแล้วมากระทบกับสภาวะธาตุสภาวธรรม  แล้วมันมีอาการอย่างไรเกิดขึ้น แค่นั้นเอง  แล้วก็มาเรียนรู้อาการ ที่อาการมันเกิดขึ้นเฉยๆ

แต่ทำไมเราต้องไปยุ่งกับมัน ทำไมเราจะต้องไปดีใจเสียใจกับมัน ทำไมเราจะต้องไปห้ามมัน ทำไมเราจะต้องไปป้องกันมัน ทำไมเราจะต้องไปรักษามัน ทำไมจะต้องไปผลักดันมัน  ตรงนี้คือมาเรียนรู้ จนกว่าจะเข้าใจ 

แต่ว่าจะเรียนรู้มันอย่างเดียวได้  คือต้องมาเรียนรู้โดยการที่ว่า...ตั้งมั่นอยู่ที่จิตที่เป็นกลาง คือจิตรู้จิตเห็นเท่านั้น  จึงจะเห็นกระบวนการตามความเป็นจริงของสภาวะธาตุและสภาวธรรม อารมณ์ ความรู้สึก

เมื่อเห็นตามความเป็นจริงแล้ว มันก็จะเห็นและมันก็จะรู้เลยว่า...มันก็เป็นแค่สักแต่ว่ามี...กับสักแต่ว่าเป็น  
กายก็เป็นสักแต่ว่ามี สภาวธรรมก็สักแต่ว่าเป็น อารมณ์ก็มีเกิดๆ ดับๆ ของมันไป   ไม่ได้ข้องแวะ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพของใจรู้เลย  ต่างอันต่างแยกกันอยู่เป็นอิสระ  เป็นจริงซึ่งกันและกัน  กายก็เป็นแค่กายที่คู่กับรู้  เห็นมั้ย มีเราตรงไหน  มีแต่โครงอันนี้ แล้วก็รู้ที่อยู่ด้วยกัน  มีเราตรงไหน หาเราตรงไหนเจอ


โยม –  ก็คือไม่มีเรา

พระอาจารย์ –  แน่นอน ... เรามันเป็นแค่ความเห็นหนึ่งเท่านั้นเอง  ดูไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย  ขอให้ตั้งมั่นอยู่ที่ใจ รู้เห็นๆๆๆ อยู่ตรงนั้นแน่ะ  แล้วมันจะเห็นอาการทุกอาการตามความเป็นจริง  

ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปค้น  ไม่ต้องไปหาว่ามันคืออะไร มันมาจากไหน  แล้วจะต้องให้เห็นอะไร จะต้องให้มันเป็นยังไง จะต้องให้เกิดอาการนั้นอาการนี้ สภาวะนั้นสภาวะนี้ ...ไม่ต้อง  

เขาแสดงของเขาเอง  เขาไม่แสดงก็ไม่แสดง เขาก็ปรากฏไป  โกรธก็โกรธ โลภก็โลภ หลงก็หลง ติดก็ติด ข้องก็ข้อง ยึดก็ยึด ...รู้อย่างเดียว


โยม –  รู้แล้วมันไม่หายสักที รู้เป็นสิบรอบแล้ว  มันไม่ละๆ

พระอาจารย์ –  อย่าท้อ ... รู้เข้าไป แล้วให้ตั้งมั่นอยู่ที่รู้เข้าไปเรื่อยๆ  อย่าไปเชื่อ อย่าไปคิด อย่าไปคาด ว่ามันต้องเป็นยังงี้แน่เลย ต้องไม่หายไปแน่เลย  มันไปคาดเอานะ มันมีความรู้สึกลึกๆ อย่างนั้น  ... อย่าไปฟังมัน รู้อย่างเดียว  ไม่ต้องกลัว


โยม –  สงสัยเรื่องสมาธินี่ถามไปแล้ว แต่ก็รู้แล้วว่าต้องมีคู่กัน

พระอาจารย์ –  ใช่  อย่าทิ้งอาการคู่  ถ้าทิ้งอาการคู่แสดงว่าเริ่มหลงแล้ว  สมาธินั้นก็จะเรียกว่าเป็นมิจฉาสมาธิแล้ว  จะไม่มีสัมมาสมาธิเลยถ้าไม่มีใจเป็นตัวคู่ขนาน หรือพูดง่ายๆ ไม่มีคนที่รู้ที่เห็นเป็นคู่ขนาน  มันจะหลงทันที หลงกับอาการ หลงกับการกระทำ หลงกับเจตนา  แล้วก็หลงว่านี่เป็นวิธีการปฏิบัติ

แล้วมันก็จะออกนอกทางไปเรื่อยๆ ... ที่ออกนอกทางคือมันจะทิ้งใจไปเรื่อยๆ ไปหาใจดวงใหม่อยู่ตลอด  เช่นความสงบ นี่ก็คือใจดวงใหม่ที่ไปปนกับอาการสงบ  ไปหมายมั่นกับสภาวะธาตุสภาวธรรมใหม่ที่คิดว่าดีกว่าตรงนี้อยู่เรื่อยๆ  มันก็จะเริ่มออกนอกใจไปเรื่อยๆ  ถือว่าออกนอกเส้นทางไปเรื่อยๆ ...ไม่เข้าสู่องค์มรรค

เพราะฉะนั้น การจะกลับเข้าสู่องค์มรรค ต้องเอาใจเป็นคู่ขนานตลอด มรรคจึงจะเกิดได้ตลอดเวลา  สติจึงเป็นหางเสือที่จะเป็นประตู...ที่คัดให้เห็นมัชฌิมาซึ่งเป็นองค์มรรคปรากฏขึ้น  คือท่ามกลางสองสิ่ง... สิ่งที่ถูกรู้และ รู้  

ไม่ว่า สิ่งที่ถูกรู้นั้นจะเป็นอะไร  จะ...ดี ร้าย เลวทราม หยาบขนาดไหน ไม่ดีขนาดไหน เราไม่ชอบมันขนาดไหน...ก็ถือว่าเป็นอาการ  แล้วให้มันตีคู่กับรู้  อยู่แค่นั้นแหละ 

อดทนอยู่ให้ได้ ... ไม่ได้ก็ต้องได้  ไม่มีวิธีอื่น ไม่เอาวิธีอื่น  ไม่แก้ไม่หนี...ไม่แก้ไม่หนี...รู้อย่างเดียว เห็นอย่างเดียว  เห็นสองอาการอย่างเดียว รู้อย่างเดียวเห็นอย่างเดียว คือสองอาการนี้ ... ไม่ต้องกลัวหรอก

อย่าไปเชื่อใจที่มันจะสร้างภาพมาหลอกอีก เป็นอย่างงั้นนะ เป็นอย่างงี้นะ เดี๋ยวจะเป็นอย่างงั้นเดี๋ยวจะเป็นอย่างงี้ อย่าฟัง  รู้อีกๆ  แล้วมันจะค่อยๆ พัฒนาสภาวะธาตุสภาวธรรมให้เป็นไปด้วยความสมดุลเป็นกลางมากขึ้นๆ


โยม –  ปฏิบัติไปเยอะๆ  มันก็ไม่ติดยึดอะไรในโลกสิคะ

พระอาจารย์ –  ก็ใช่น่ะสิ  จะไม่เหลืออะไรให้ยึดติดเลยอ่ะ  เออ แล้วจะรู้เองว่าตอนนั้นน่ะชีวิตมันจะเป็นอิสระขนาดไหน ... ฝนจะตก แดดจะออก คนจะด่า คนจะไป คนจะมา คนจะตาย คนจะเป็น  มันจะรับรู้ด้วยอาการที่เป็นปกติธรรมดา ไม่มีบวก ไม่มีลบ  แค่นี้ สบายแล้ว

โลกมันจะแตกดับสลายต่อหน้าก็ยังเป็นปกติ บอกให้เลย  เพราะว่ามันไม่ได้เป็นอะไรกับเราเลย ไม่ได้เป็นอะไรกับใจเลย ...คนละส่วน  

เพราะโลกนี้ไม่ใช่ของเรา โลกก็ไม่เคยบอกว่าเป็นของเรา  แล้วมันก็ไม่ได้แสดงอาการว่าเป็นของเราตรงไหน เป็นสมบัติของเราตรงไหน  ทำไมเราต้องไปเดือดร้อนใจอะไรกับมันนักหนา 

แต่ทุกวันนี้พวกเราเดือดร้อนกันจัง  เดือดร้อนกับอารมณ์ เดือดร้อนกับเรื่องราว เดือดร้อนกับผู้คน เดือดร้อนกับอาการนั้นอาการนี้ที่เกิดขึ้น ...  เดือดร้อนเพราะอะไร ... เพราะคิดว่ามันเป็นของเรา 

คือการเข้าไปครอบครอง  ... อะไรเกิดขึ้นนี่ เราเข้าไปให้ค่าว่าของเรา...ทุกอย่าง  ไม่ว่าเห็น ไม่ว่าได้ยิน  ไม่ว่าการคิดอะไรขึ้นมา  ไม่ว่าอะไรที่เข้าไปสัมผัสสัมพันธ์ตรงไหน ปุ๊บ มีแต่เรากับเรา...เป็นผู้เสวย แล้วก็ครอบครองอาการนั้น สภาวะนั้น

โดยไม่เห็นว่ามันไม่เกี่ยวอะไรเลย  มันเป็นของเราตรงไหน มันแค่ผ่านเข้ามา ผ่านออกไป  แต่มันจะไม่เกิดปัญญาในการเห็นตามความเป็นจริงได้ ถ้าไม่กลับมาตั้งมั่นที่ใจ  แล้วมองด้วยความเป็นกลาง มองว่ามันเป็นเรื่องที่ปรากฏขึ้นตามความเป็นจริง  

อดทนดูมันไป แล้วจะเห็นความไร้สาระของมันยิ่งขึ้น เห็นความไม่เกี่ยวพัน  ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกา ไม่ได้เป็นโคตรพ่อโคตรแม่ของใจอะไรเลย ไม่เกี่ยวอะไรเลย  นั่นแหละ สบาย  จะเกิดจะตายตอนไหนก็สบาย 

เอ้า พอแล้ว.



.................................. 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น