วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 3/4






พระอาจารย์

3/4 (531124A)

24 พฤศจิกายน 2553




พระอาจารย์ – ทุกคนน่ะ ฟังแล้ว เข้าใจกันหมดทุกคนแหละ  แต่มันเหลือภาคปฏิบัติเท่านั้นเอง ... แล้วก็การปฏิบัตินี่มันต้องใช้เวลา ใช้เวลาในการสะสมอบรมปัญญาขึ้นไปเรื่อยๆ

การอบรมปัญญาก็หมายความว่า การเข้าไปเห็น..การเข้าไปเห็นตามความเป็นจริง ของสติที่ระลึกรู้ขึ้นได้แต่ละครั้ง แต่ละขณะ แต่ละช่วง ...เห็นอาการตามความเป็นจริงของสองสิ่ง 

ของสองสิ่งคือ...สิ่งที่ถูกรู้กับสิ่งที่รู้ ...ว่าอาการตามความเป็นจริงมันเป็นยังไง  ว่ามันไม่มีตัวไม่มีตน ว่ามันไม่ใช่ของเรา ว่ามันเป็นอาการที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามเหตุและปัจจัย 

นั่นแหละ อบรมตรงนั้นบ่อยๆ ให้มันเห็น เห็นแล้วก็เข้าไป น้อมเข้าไปให้เห็น น้อมให้เห็นๆ ว่ามันเป็นแค่อาการ ทั้งสองอย่างน่ะ เป็นแค่อาการ  สิ่งที่ถูกรู้ก็เป็นแค่อาการ ใจก็เป็นแค่อาการ อาการรู้ ...ไม่มีใคร หาเราไม่มี ไม่มีเรา ไม่เป็นของเรา

ถ้าเห็นอยู่อย่างนั้นน่ะ มันจะปรับความเห็นไปเรื่อยๆ ...มันก็จะไปละความเห็นเดิม หรือความเห็นผิด ที่ว่ามันเป็นนั่นมันเป็นนี่ เป็นของเรา เป็นเรื่องของเรา เป็นเสียงของเรา เป็นความคิดของเรา เป็นอารมณ์ของเรา เป็นสุขของเรา เป็นทุกข์ของเรา เป็นตัวของเรา 

จนกว่ามันจะเห็นแล้วก็ยอมรับในความเป็นจริง...ว่ามันเป็นแค่อาการ  จนเหลือเป็นว่า สักแต่ว่าอาการหนึ่ง สักแต่ว่าอาการหนึ่ง ... พอเริ่มเห็นว่าสักแต่ว่าอาการ หรือว่าเป็นแค่อาการหนึ่งนี่ มันจะเริ่มเพิกถอนความเชื่อตามบัญญัติ หรือว่าความจริงจังตามบัญญัติตามสมมุติออกไป

มันเหลือเพียงว่าสมมุติก็เป็นความจริงอันหนึ่งที่ไม่มีตัวไม่มีตน  แต่ว่าไม่ใช่สมมุติที่เป็นจริงเป็นจังตามสมมุติ ตามที่เราเคยจำได้หมายรู้ แต่มันเป็นความจริงตามชื่อที่เขาเรียกขาน  

แต่ว่าเราจะเข้าใจว่าจริงๆ ความเป็นจริงนี้...เราไม่ได้มีอะไรในความเป็นมันเลย  เป็นแค่อาการหนึ่งเท่านั้น ใจก็เป็นแค่อาการรู้ รู้ไปตามสิ่งที่มากระทบ แค่นั้นเอง

ที่เคยว่าเป็นใจเราๆๆ ใจเรารู้ๆ ใจเราเห็น  ดูไปเรื่อยๆ มันก็จะเห็น...ไอ้ที่คำว่าใจเราๆ นี่มันเป็นแค่ความเห็นหนึ่งเท่านั้นเอง ...ใจเราไม่มี มีแต่ใจรู้ มีแต่ใจรู้...ไม่มีใจเรา  

เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นว่าความรู้สึกว่าใจเราหรือว่าใจเราเห็น ใจเราได้ยิน ก็ให้เห็นเข้าไปที่ใจเรานั่นอีก ดูไปที่ใจเราว่า มันยังมีคนที่รู้ มีอาการนึงที่รู้ว่าใจเราอีก ... มันจะถอนออกมาอีก ถอนใจออกมาจากอาการ “เรา” ของใจนั้นอีก

ทำความแยบคายคายอย่างนี้ สม่ำ เสมอ บ่อยๆ ...ไม่ต้องซีเรียสหรอก รู้ไปเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ เบาๆ ...จนมันเห็นว่าเป็นอาการ สักแต่ว่าอาการเมื่อไหร่แล้ว ทุกอย่างมันจะเป็นแค่ รู้...ก็สักแต่ว่ารู้  สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ได้ยิน สักแต่คิด สักแต่จำ สักแต่สุข สักแต่ทุกข์

เหลือ..สักแต่ว่า โดยที่ว่ามีตัวที่รู้เป็นสักแต่ว่ารู้ ...ไม่ใช่เรารู้แล้ว มันเป็นแค่สักแต่ว่ารู้  มันก็จะเห็นสิ่งที่ถูกรู้นั่นเป็นแค่กอง ๆ หนึ่ง หรือว่าเป็นแค่ธรรมขันธ์หรือธรรมธาตุเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้มีตัวมีตนของใคร ใครเป็นเจ้าของหรือว่ามีใครควบคุมได้ 

ปัญญา ...มันจะอบรมปัญญาอยู่อย่างนั้น ปัญญามันจะไปอบรมความเห็นไปเรื่อยๆ  มันจะคลายออก เพิกถอน คลายความหมายมั่น คลายความเห็นเป็นจริงเป็นจังกับสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าใจไปตามลำดับขั้นของมัน


แต่สำหรับคนที่ยังไม่เด่นชัดในเรื่องของใจรู้ใจเห็นที่แยกออกมาจากขันธ์  ก็ต้องเริ่มจาก รู้บ่อยๆ รู้บ่อยๆ ด้วยสติ ระลึกรู้บ่อยๆ  สังเกต ทำอะไรก็รู้ นั่งก็รู้ ยืนก็รู้ เดินก็รู้ นอน-รู้ คิด-รู้ สุข-รู้ ทุกข์-รู้ หงุดหงิด-รู้ รำคาญ-รู้ ไปในอดีต-รู้ ไปในอนาคต-รู้ อยากก็รู้ ไม่อยากก็รู้

รู้บ่อยๆ รู้เข้าไป รู้ธรรมดา รู้บ่อยๆ ...จนมันสังเกตได้ชัดเจนว่ามันมีรู้อีกตัวหนึ่ง มันมีอาการหนึ่งที่รู้อยู่ตลอดทุกปรากฏการณ์ ...นี่ มันจะเริ่มแยกใจออกมาจากขันธ์

เบื้องต้นต้องหาใจให้เจอด้วยสติก่อน  ถ้าไม่เจอใจไม่ต้องพูดถึงอะไร...ปัญญาไม่เกิด  ถ้าไม่ตั้งมั่นที่ใจ จะไม่เห็นความเป็นจริงอะไรเลย  ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิที่ใจ หรือว่าตั้งมั่นอยู่ภายในนี่ มันก็จะไม่เห็นทั้งสองอาการตามความเป็นจริง...ด้วยความแยบคาย 

แต่ถ้าหลงเผลอเพลินไปกับรูปเสียงกลิ่นรส ไม่มีอาการรู้กำกับ หรือว่ารู้เป็นเงาตามผัสสะตามตัวตลอดเวลานี่ มันจะไม่เห็นความเป็นจริงของสองอาการได้

เบื้องต้นสำคัญคือ ต้องเจริญสติมากๆ...สำหรับคนที่ยังแยกใจไม่ออก ไม่รู้ว่าใจอยู่ไหน ไม่รู้ว่าดูไปเพื่ออะไร ... บางทีก็เจริญสติ รู้ๆๆๆ แต่ว่าไม่รู้อะไร รู้ไปเรื่อยเปื่อย 

มันต้องรู้เพื่อให้เห็นสองอาการ ...รู้เพื่อให้เห็นสองอาการ รู้เพื่อให้เห็น... ไอ้ตัวที่ให้เห็นว่าสองอาการนั่นน่ะ ตัวนั้นน่ะปัญญา  คือเห็นสองอย่าง สองสิ่งที่ปรากฏพร้อมกัน 

นั่งรู้ว่านั่ง นั่งอันนึง...รู้อันนึง คิดอันนึง...รู้อันนึง สุขอันนึง...รู้อันนึง ทุกข์อันนึง...รู้อันนึง  นี่ ให้มันเห็นสองอาการอย่างนี้ บ่อยๆ มันจึงจะแยกใจออกจากขันธ์ได้โดยชัดเจน แล้วมันจะตั้งมั่นอยู่ภายในมากขึ้น มันจะตั้งมั่นอยู่ที่ภายในใจ ...ใจรู้น่ะ  ...จะอย่างนั้น

จากนั้นไปมันก็จะเห็นอาการที่มันว้อบๆ แว้บๆ พล้อบแพล้บๆ อย่างนี้ เป็นแค่อะไรไม่รู้ พลึ้บพลั้บๆ ของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ  นั่นแหละมันจะเริ่มเห็นความเป็นจริงของสิ่งที่ถูกรู้ ว่ามันเป็นแค่อาการ 

เพราะฉะนั้น ระหว่างที่แยกออกมาแล้วนี่ สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างนึง... อย่าคิด อย่าเผลอคิด อย่าเผลอไปหาเหตุหาผล อย่าไปเผลอหาความรู้กับสิ่งที่ถูกรู้...ว่ามันคืออะไร มาจากไหน เป็นยังไง มันถูกหรือมันผิด สภาวะนี้เป็นยังงี้ๆๆ เคยได้ยินมาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ...มันเริ่มยืดยาวอีกแล้ว นี่หลงแล้ว

ระหว่างที่รู้ตอนแรกน่ะเห็นสองอาการ ...แต่ถ้ามีความคิดแทรกมาปั๊บ ส่วนมากเราจะไม่ทัน ไม่ทันความคิดตรงนี้...ที่เข้าไปหาความเป็นจริงกับสิ่งที่ถูกรู้ โดยเข้าใจว่าเป็นการพิจารณา แล้วจะเกิดความรู้แจ่มชัดขึ้น

ตรงนี้ ขณะที่เข้าไปคิดน่ะ ใจผู้รู้  ใจที่รู้เห็นนี่ มันเข้าไปเป็นตัวคิด เป็นตัวเจตนา ...มันหายไปแล้ว รู้เห็นหายแล้ว ผู้รู้หายแล้ว ผู้เห็นหายแล้ว ... กลายไปเป็นผู้กระทำ กลายไปเป็นผู้หา กลายไปเป็นผู้มี กลายไปเป็นผู้เป็น กลายไปเป็นผู้จะมีผู้จะเป็น หรือผู้เข้าไปมีผู้เข้าไปเป็น... มันไม่ได้เป็นผู้รู้ แต่มันกลายเป็นผู้หลง  

พอได้สติอีก ปุ๊บ รู้อีก... กำลังคิด คิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ กลายเป็นสิ่งหนึ่ง รู้เป็นสิ่งหนึ่ง ... ดูอย่างนี้  สติจะเป็นตัวตัดตอน ตัดตอนไม่ให้มันยืดเยื้อ แล้วก็ไหลออกไป  มันจะไหลออกไป มันคอยไหลออกไปอยู่เรื่อย ไหลออกไปผสมกลมกลืน

เพราะนั้นถ้าปล่อยให้มันไหลออกผสมกลมกลืนนานๆ นี่  มันจะแนบแน่น ถอนไม่ค่อยออก ... ถอนจากความคิดไม่ออก ถอนจากอารมณ์ไม่ออก แยกไม่ออก อันไหนรู้ อันไหนอารมณ์ อันไหนสภาวะ อันไหนเป็นรู้ มันแยกไม่ออก

พอภาวะอย่างนี้ มันเริ่มแยกไม่ออกหรอก...ด้วยความยึด  ยึดถืออารมณ์เป็นใจ ใจเป็นอารมณ์ ความคิดเป็นใจ ใจเป็นความคิดไปแล้ว ... กลายเป็นเราไปหมดเลย ปนกันไปหมด

โดยมันก็ต้องจับใจให้ได้ก่อน ...จับใจเป็นอาการผู้รู้ แค่เป็นอาการผู้รู้ผู้เห็น ไม่ใช่ไปเป็นผู้เป็นผู้มี ผู้เข้าไปเป็น ผู้เข้าไปมี ... อันนั้นเป็นผู้อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้หลง เขาเรียกว่าผู้รู้หลง รู้หลง ไม่ใช่ผู้รู้อยู่  มันมีสองตัว รู้ออกไปกับรู้อยู่ 

คนทั่วไปนี่มีแต่รู้ออกไป รู้ไปตามหูตามตา รู้ไปตามกลิ่นตามรส รู้ไปตามความคิด รู้ไปตามความจำ รู้ไปตามอารมณ์ รู้ไปตามสุข รู้ไปตามทุกข์ ...นี่มันมีรู้เดียว คือรู้ออกไป

แต่พอเจริญสติปั๊บ มันจะมี “รู้อยู่” อีกตัวนึง...คู่กัน ...คนทั่วไปมันมีรู้เดียวคือรู้หลง รู้ตามสัญชาตญาณ ทำไปตามสัญชาตญาณ  คิดยังไงก็ทำยังงั้น ได้เห็นอะไรก็มีอารมณ์ไป มันก็มีไปอย่างนั้น... มันรู้น่ะ มันรู้ ไม่ใช่มันไม่รู้ มันรู้ แต่มันรู้แล้วก็ไปตามมันเลย

แต่ลักษณะของคนที่รู้แบบมีสติ พอรู้ปุ๊บน่ะ ...เห็นและรู้ปั๊บ ได้ยินนี่รู้ปั๊บ เพราะฉะนั้นตัวได้ยินนี่เป็นรู้นึง แล้วก็ยังมีคนที่รู้เห็นว่าได้ยินอีกอันนึง นี่เป็นรู้อยู่อีกตัวหนึ่ง  มันต้องมีอยู่สองรู้ กำกับกันอยู่ตลอด จึงจะเห็นความเป็นจริง  มันจึงจะเกิดความรู้รอบเห็นรอบ มันเห็นได้รอบขึ้น ...ไม่ได้ว่ามีแค่รู้เดียว

ถ้ามันมีรู้เดียว มันก็จริงจังอยู่ในรู้นั้นน่ะ  เข้าไปจริงจัง เข้าไปหมายมั่น เข้าไปผูกพัน เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เข้าไปเป็นตุเป็นตะน่ะ  ทั้งๆ ที่ว่า ไอ้รู้นอกนี่ ไอ้รู้ตามหูตามตาตามจมูกตามลิ้นตามกายตามความคิด ตามความจำ นี่ มันรู้ด้วยวิญญาณ มันรู้ด้วยวิญญาณขันธ์

เพราะฉะนั้น ไอ้รู้ด้วยวิญญาณขันธ์นี่ มันจึงเกิดๆ ดับๆ  เดี๋ยวก็รู้ทางตาแล้วก็ดับ ดับแล้วก็ไปรู้ทางหู ทางเสียงปั๊บนี่ทางตาดับ พอทางเสียงดับปั๊บเดี๋ยวก็มีความคิด ความคิดเกิดพั้บ ทางเสียงดับ   เห็นมั้ย ไอ้รู้ตรงนี้ มันจะสลับไปสลับมาตามอายตนะทั้งหก เขาเรียกว่าวิญญาณขันธ์ มันไปเกิดที่หู ที่ตา ไปเกิดที่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ เกิดสลับไปสลับมา

จึงเรียกว่าวิญญาณนี่ล่องลอย วิญญาณพเนจร พเนจรไปตามหูตาจมูกลิ้นกายใจ  ไม่จริงไม่จัง ไม่มีอะไรจริงจังหรอก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สลับไปสลับมาอยู่อย่างนี้ ไม่มีตัวไม่มีตนหรอก ... มันเป็นแค่การกระทบกัน ตรงนี้กระทบตรงนั้นก็ดับ ตรงนั้นกระทบตรงนี้ก็ดับ สลับไปสลับมา ...แต่มันไวมากจนดูเหมือนเป็นเรื่องราวเดียวกัน

แต่มันจะมีอีกรู้นึงที่ไม่เกิดไม่ดับ คือรู้เห็น ...ตัวที่รู้อยู่เห็นอยู่ รู้อยู่เห็นอยู่อีกตัวนึง ตัวนี้จะเกิดขึ้นได้ปรากฏขึ้นได้ด้วยสติเท่านั้น คือการระลึก ระลึกรู้ในปัจจุบัน...มันจึงรู้ว่า อ้อ กำลังคิด อ้อ กำลังเห็น อ้อ กำลังดีใจ อ้อ กำลังเสียใจ อ้อ กำลังหงุดหงิด อ้อ กำลังรำคาญ กำลังกังวล กำลังกลัว กำลังสุข กำลังทุกข์

นี่เห็นมั้ย มันมีไอ้ตัว...อ้อรู้ว่า รู้ว่าสุข รู้ว่าทุกข์อยู่  เห็นมั้ย มันมีรู้อีกตัวหนึ่ง ...ไอ้สุขไอ้ทุกข์นี่มันรู้ตามวิญญาณอยู่แล้วในตัวของมัน  คนทั่วไปเขาก็รู้ เห็นมั้ย

คนทั่วไปนี่รู้นะ อย่าบอกเขาไม่รู้ ...แต่เขารู้ตามวิญญาณขันธ์ รู้แล้วก็ไหลไปเรื่อยน่ะ เรื่อยเปื่อย แล้วแต่มันจะพาไป ไปจริงจังกับรูปเสียงกลิ่นรส แล้วแต่ว่ามันจะก่ออารมณ์  พอรู้ปุ๊บมันก็จะมีเวทนาแล้วก็มีอารมณ์ตามมา แล้วก็มีเจตนาจงใจ เป็นจริงเป็นจัง ทำเพื่อให้เกิด..ทำเพื่อไม่ให้เกิด..ต่อไป

มันก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น วนเวียนอยู่ในโลกแห่งการร่อนเร่พเนจรไป ...แล้วแต่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ว่ามันจะกระทบอะไร มันก็ไปจริงจัง ก็ไปจับ ก็ไปหมาย ก็ไปมั่น อยู่ตรงนั้น 

แต่ถ้ามีอีกรู้นึง คอยสังเกตดู คอยเห็น ...ให้เห็นว่ามันเกิดๆ ดับๆ หาความเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ หาความเป็นสาระไม่มี  มันแล้วแต่ที่ผัสสะจะพามาพาไป เลือกไม่ได้ กำหนดไม่ได้ ไม่อยากได้ยินก็ต้องได้ยิน มันก็ต้องเกิด  ...อยากได้ยินต่อ เสียงมันดับ จะทำยังไงล่ะ ... เลือกไม่ได้ มันก็ไปเกิดรับรู้ทางอื่น ทางประตู ทางหน้าต่างอื่นไป

ตาหูจมูกลิ้นกาย...เหมือนกับประตูหน้าต่าง แล้วแต่ว่ามันจะมีผัสสะไหนจรมา กระทบเข้ามา อยู่อย่างนั้นน่ะ  นั่นแหละ วิญญาณเกิดดับ  ขันธ์เกิดดับอยู่อย่างนั้น สลับไปสลับมา  ...ปัญญาคือเข้าไปเห็นอย่างนี้ ให้เห็นสองอาการ อาการนึงเกิดดับ อาการนึงแค่รู้ รู้ไปตามผัสสะ แค่นั้นเอง

แล้วระหว่างนั้น ถ้าแยกออกได้แล้วโดยชัดเจน ...คือแยกออกเป็นผู้รู้อันนึง สิ่งที่ถูกรู้อันนึง ได้ชัดเจน ในขณะที่รู้กับอาการ แล้วมันมีอาการอื่นเกิดขึ้น เช่น อยาก ไม่อยาก พอใจ เสียใจ ยินดี ยินร้าย จะเข้าไปทำอะไรกับมัน จะไปเพิ่มจะไปลดตรงนี้ ...ให้สังเกต ให้เท่าทัน ... พอเท่าทันแล้ว..ละเลย ต้องละเลย  ต้องกล้าที่จะละ...ปล่อยให้มันเป็นไปเอง

ตรงนี้ถึงได้เรียกว่าเป็นขั้นตอนที่จะชำระตัณหาอุปาทานภายในผู้รู้ ใจผู้รู้นั้นน่ะ มันจะแสดงอาการ ... แต่ว่าบางอาการ บางครั้ง บางขณะ ที่มันสัมผัสกับอาการแล้วปกติ ...ช่างหัวมัน พอแล้ว

แค่นั้นถือว่ามันไม่ใส่ใจแล้ว มันวาง มันไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ก็ช่างมัน ไม่ต้องไปจับมาหยิบมายกมาพิจารณาให้มันละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนไปกว่านั้นแล้ว  เอาแค่มันเป็น รู้แล้วปกติ ช่างมัน

ดูไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็มีผัสสะจรมา แล้วแต่... เสียงบ้าง ความคิดบ้าง ความจำบ้าง ถ้ามันจรขึ้นมาพั้บ แล้วรู้ปุ๊บ เกิดอาการที่ขยับจะไปอยาก ไม่อยาก  ...ตรงนี้กิเลสภายใน อวิชชาตัณหามันเริ่มทำงานแล้ว 

พอเริ่มทำงานปั๊บ ... อย่าเสียดายกิเลส อย่าเสียดายความอยาก อย่าเสียดายความไม่อยาก อย่าเสียดายความหมายมั่น ถูก ผิด จะยังไงกับมัน จะอะไรกับมัน จะไปยุ่งกับมัน จะไปเพิ่มไปลดอะไรมัน ... ตัดเลย รู้แล้วละเลย รู้...ละเลย  เพราะฉะนั้นมันจะ รู้...ละ ๆ ในอาการภายในด้วย

พอละแล้ว แรกๆ ก็อึดอัด เป็นทุกข์ กังวล กลัว ช่างหัวมัน อดทนเอา  จนกว่ามันขึ้นมาอีก...รู้อีก  มันขึ้นมาอีก...ซ้ำอีก ขึ้นมาอีก...ซ้ำอีก  จนเป็นเรื่องธรรมดา เป็นปกติแล้ว ... แสดงว่ามันจางคลายออกแล้ว จางคลายจากความหมายมั่นในปรากฏการณ์นั้นๆ แล้ว หรือกิเลสตัวนั้น หรือว่าความปรุงแต่งอย่างนั้นขึ้นมา

ทำอยู่แค่นี้แหละๆ  ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านี้เลย ... จนกว่ามันจะเป็นปกติกับทุกอาการ ทุกสภาวธาตุ ทุกสภาวธรรม  มันอยู่คู่กันโดยเป็นธรรมดา แค่นี้ โดยไม่มีอาการผิดปกติไปเป็นยินดีหรือยินร้าย


แต่พอเข้าไปในแง่ของใจที่ละเอียดขึ้นไปแล้วนี่ มันวางอาการภายนอก  มันจะเหลืออาการภายใน... ภายในใจ  ซึ่งมันจะสร้างภพในตัวของมันเองขึ้นมาได้อีก เช่น ไม่มีอะไร สว่าง โล่ง เบิกบาน กว้าง... พวกนี้ไม่ใช่ใจ 

ส่วนมากมันจะถูกหลอกขึ้นมาอีกต่อ ขึ้นมาอีกชั้นนึง อีกทอดนึง ว่าใจเราสบายแล้ว ใจเราว่างแล้ว ใจเราไม่มีอะไรแล้ว  แน่ะ... ก็ยังเป็นใจเราไม่มีอะไรอีกแล้ว กลายเป็นใจเราไม่มีอะไรอีกแล้ว ... ก็ต้องหยั่งลงไปอีกว่า ไม่มีอะไร...แล้วก็รู้  เห็นมั้ย มันแยก มันถอนใจออกมาจากไม่มีอะไรอีกแล้ว 

ใจมันไม่ใช่ไม่มีอะไรหรือว่ามีอะไร  ใจคือธาตุรู้ เป็นแค่ธาตุรู้ เป็นรู้เปล่าๆ เป็นรู้กับรู้ ... ไม่มีอาการ ไม่มีทรวดทรง ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่หมาย  มีแค่รู้ รู้อิสระ เป็นรู้ที่อิสระ เปล่าๆ เปลือยๆ  ...ไม่ใช่ว่าง ไม่ใช่เบา ไม่ใช่หนัก พวกนั้นเป็นอาการ

ต่อไปมันจะไปเจอภาวะที่เป็นภพของใจ ในตัวของมันเอง ...จนถึงขั้นว่า หาใจไม่เจออ่ะ  พอหาใจไม่เจอนี่ก็ปวดหัวแล้ว ไปอยู่กับความว่าง คืออาการกระทบอะไรปุ๊บมันว่างหมดน่ะ  กระทบกลายเป็นใจว่างหมดน่ะ นี่เข้าไปติดอรูปอีกแล้ว มันพอใจ

มันก็ต้องเรียนรู้ในตัวของมันเองไปเรื่อยๆ ๆๆ ลอกคราบตัวเองออก ลอกคราบภพ ไปตามลำดับ ๆๆๆ ตั้งแต่หยาบ จนละเอียด

สำหรับคนเริ่มต้นนี่ แค่โกรธ มันยังไม่รู้เลยว่าโกรธ ... โกรธกับใจกลายเป็นอันเดียวกันแล้วบอกให้นะ  ความคิดกับใจมันก็บอกว่า ก็คิดอยู่อ่ะ ก็เราคิดอยู่ แต่ความคิดคือเราน่ะ ใจอยู่ตรงไหนล่ะ ไม่เห็น ...มันแยกไม่ออกนะ เบื้องต้นเลย 

ไอ้ที่หยาบมากๆ เบื้องต้นนี่ เดินยังไม่รู้เลยว่ากายมันเดินน่ะ ไม่ใช่...กายคือกาย...รู้ส่วนรู้  นี่มันแยกไม่ออก เห็นมั้ย ... พอมันมีปัญญา มันก็ต้องไล่มาตามลำดับๆๆ 

เพราะฉะนั้นถ้าหาใจไม่เจอ สับสน อลหม่าน ไม่รู้จะอยู่ตรงไหน ไม่รู้จะรู้อยู่ไหน ...กลับมารู้ที่กาย กลับมารู้ที่กายปัจจุบัน  กายอดีตกายอนาคตกายคนอื่น ช่างหัวมัน ไม่รู้ ช่างหัวมัน  

รู้กายเราปัจจุบัน ตรงนี้ ขณะนี้ นั่ง..รู้ว่านั่ง ... นั่งแล้วยังซื่อบื้อ ยังซึมกระทือ หาอะไรไม่เจอ ก็ให้เดิน ขยับเคลื่อนไหว ในอิริยาบถปกตินะ  ลองเดิน ลองลุก ลองนั่ง แล้วจับเคลื่อนไหวเป็นอารมณ์ รู้เป็นสิ่งรู้..รู้กับเคลื่อนไหว รู้กับกายเคลื่อนไหว ให้ชัดเจน

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติคือต้องจับคู่ใจให้ได้...ด้วยสติ จนมันแจ่มชัดขึ้น ... พอคิดปั๊บรู้ปุ๊บนี่ เห็นทันทีเลย รู้อันนึงคิดอันนึง  นี่มันเริ่มแยบคายแล้ว  ว่าง ไม่มีอะไร พั้บ พอรู้ปุ๊บ หยั่งลงไป สติระลึกปึ๊บ ไม่มีอะไรอันนึง รู้อันนึง ...มันเด้งออกเลย มันเด้งออก อยู่อย่างนี้

ไม่ให้มันไปนอนเนื่องกับอาการ ไม่ให้ไปจมอยู่กับอาการ ไม่ให้ไปมัวเมากับอาการ  เพราะงั้นภาวะที่มันจะไปจม ไปนอนเนื่อง ไปหาย กับอาการนี่...ตัวนี้คือโมหะ ...ไวมากโมหะนี่  เพราะงั้นถ้าไม่ทันตั้งแต่โมหะนะ เดี๋ยวโทสะเกิด เดี๋ยวราคะเกิด เดี๋ยวโลภะเกิด ตามมาเลย เป็นพรวน ลูกกะเป๊กมัน  มันจะมีลูกกะเป๊ก ลูกหลานเหลนโหลนมันยาวเหยียดเลย 

เอาแค่หลงไปในความคิดนี่...ในความคิดหนึ่ง สักห้านาทีสิบนาทีนี่ ไม่รู้จิตเกิดกี่ดวง  เดี๋ยวก็ราคะเกิด เดี๋ยวก็โทสะเกิด เดี๋ยวก็ยินดี เดี๋ยวก็ยินร้าย เดี๋ยวก็โลภะ อยากได้ธรรม อยากได้อย่างนั้น อยากได้อดีตอนาคต

เห็นมั้ย จิตอีกกี่ดวงที่เป็นราคะโทสะ โมหะ เกิดตามมา จากที่เริ่มต้น จากที่คิดโดยที่ไม่รู้ นี่คือโมหะ ... โมหะเป็นโคตรมัน โคตรของการก่อให้เกิดลูกหลานเหลนโหลนยาวเหยียดเลย เป็นกระพรวนเลย ลูกสมุนมัน

ไอ้ความหมายว่าฟุ้งซ่านน่ะ  คือมันจับอะไรไม่ถูก ไม่รู้อารมณ์ไหนเป็นอารมณ์ไหน มันปนกันไปหมด มันแยกแยะไม่ออก  สลับไปสลับมาเรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้ กระโดดไปกระโดดมา แล้วก็มาเรื่องอดีตอนาคต แล้วก็มาปัจจุบัน จับต้นชนปลายไม่ถูก อันนั้นน่ะเขาเรียกว่า...ฟุ้งซ่าน

ก็ดูลงไปอย่างเดียว รู้ว่าฟุ้งซ่าน..จบ จบมันไปดื้อๆ ... ฟุ้งซ่านอันนึง รู้อันนึง แค่นั้น ...ถ้ายังไม่จบ กลับมารู้กาย เดิน ยืน ตั้งมั่นกับใจให้ได้  ด้วยวิหารธรรมใดก็ได้ ที่มันจะทำให้ใจมันเด่นชัดขึ้น  ใจรู้หรือว่ารู้ได้ชัดกับอาการนั้นได้ แยกเป็นสองอาการได้เด่นชัดน่ะ ...ให้กลับมาตรงนั้น

แต่ถ้าสามารถแยกได้ทุกสภาวะอาการก็ไม่จำเป็นจะต้องไปย้ายฐานอะไร ไม่ต้องไปสร้างวิหาร ไม่ต้องไปจับวิหารธรรมอื่น ... เอาตัวมันนั่นแหละ เป็นเครื่องรู้ เอาตัวมันนั่นแหละ เป็นตัวสะท้อนกลับมาสู่ใจ

จะหยาบ จะละเอียด จะประณีต จะมี จะไม่มี จะไกล จะใกล้ จะที่นั้นที่นี้ สามารถจับคู่กับรู้ได้หมด คือรู้ปั๊บ มันเห็นเป็นสิ่งหนึ่งได้ทันที  อย่างนั้นแหละเขาเรียกว่า เริ่มปัญญาเยอะแล้ว ปัญญาเริ่มเท่าทัน เริ่มเท่าทันอาการแล้ว เท่าทันว่ามันเป็นแค่อาการ

แต่ถ้าไม่เท่าทันกับอาการ มันจะเกิดอาการนึงที่เรียกว่ามะงุมมะงาหรา อะไรวะเนี่ย ยังไงวะ จะไปยังไง จะจับอะไร จะรู้อะไร จะรู้อะไรดีวะเนี่ย ...ยังหารู้อยู่เลย กำลังหาว่าจะไปรู้กับอะไรดีวะ เครื่องรู้เครื่องที่ถูกรู้ มันไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่เคยเจอมาก่อนนี่ มันจะเกิดอาการที่ว่ามะงุมมะงาหรา หรือว่าลังเล 

แล้วถ้ายังมะงุมมะงาหราลังเล  ผลตามมา..อาการเวทนาตามมาก็คือ..ฟุ้งซ่าน ดิ้น กระวนกระวาย เริ่มไหลออกไปเรื่อยๆๆๆ เคลื่อนออกจากฐานใจออกไปเรื่อยๆ ไปหาอาการใหม่ที่มันจะเอาความชัดเจน เพื่อจะแยกให้ออก

เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการทบทวนด้วยการอนุโลมปฏิโลม ...มันอยู่ในปัจจุบันละเอียด ถอยกลับมาสู่หยาบเลย....กาย ...ช่างหัวมัน ...ดื้อๆ น่ะ  กลับมารู้กาย นั่ง...กำลังนั่ง นั่งๆ เดิน ยืน เขาเรียกว่าอนุโลมปฏิโลม ถอยกลับ เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ ปฏิโลมขึ้นไป

พอไปถึงจุดที่มันแยกไม่ออกปั๊บ ถอยกลับ กลับมานับหนึ่งใหม่ เริ่มต้นกับกาย นี่ เอากายเป็นบาทฐาน มันชัดเจนดี มันชัดเจนในลักษณะ ไม่ใช่กายชัด...มันชัดเจนในลักษณะสองอาการ รู้ กับ กาย มีรู้กับกาย มีรู้อันนึงกายอันนึง รู้อันนึงรูปอันนึง

สลับวนเวียนอยู่อย่างนี้ จนชำนาญ จนเป็นวสี จนมันสามารถรู้ได้โดยลำพังของมันเอง อยู่ตัวแล้ว รู้เริ่มลอยเด่นเป็นอิสระออกมา  เริ่มไม่เกาะเกี่ยว ...มันจะเกิดอาการนึงที่รู้สึกตามมาว่า เริ่มไม่เกาะเกี่ยวกับอาการใดๆ

จะมีความรู้สึกเบาสบาย ไม่ใช่เบาเป็นอารมณ์ แต่เบาในความรู้สึกเป็นอิสระ เป็นอิสระออกจากอาการ ออกจากขันธ์ ...ก็จะเห็นว่า ขันธ์คือขันธ์ ขันธ์คือเป็นขันธ์จริงๆ ใจก็เป็นใจจริงๆ ธรรมก็เป็นแค่ขันธ์ ธรรมขันธ์ กายก็เป็นธรรมธาตุ เป็นกองนึงๆ สภาวะนามก็เป็นแค่ธรรมขันธ์ สภาวธรรมนึง

พอขึ้นชื่อว่าเป็นธรรมขันธ์นี่มันหมายความว่า มันไม่มีสมมุติบัญญัติแล้ว  เหมายกเข่งเป็นอาการหมดแล้ว ไม่ไปเฟ้นแล้ว ไม่ไปเฟ้นไปหาแล้ว ไม่ไปตีตราจอง  ไม่ไปหมายหัวว่านั่นคือนี่ นี่คือนั่น มันเป็นแค่สภาวธรรมหรือว่าธรรมขันธ์นึง เป็นกองนึง เป็นกองๆ ๆ ๆ นึง อยู่หน้าใจ.. อย่างนี้ จนมันขาดจากกันโดยสิ้นเชิง

มันก็จะรู้เองว่ามันขาด หมายความว่าไม่สามารถจะมีอาการไหนอาการหนึ่ง...มาหลอกให้ใจดวงนี้เข้าไปสัมผัสสัมพันธ์ หรือเข้าไปกลมกลืนกับมันได้ หรือเข้าไปเป็นเนื้อหนึ่งกับมันได้  ตรงนั้นแหละ มันจะรู้ได้โดยตัวเองเลยว่า มึงหลอกกูไม่ได้อีกแล้ว 

ในสรรพสิ่งนี้ ในอนันตาจักรวาลนี้ ไม่มีสภาวธาตุไหน ไม่มีสภาวธรรมไหน ที่จะมาสร้าง...ที่เมื่อเกิดขึ้นสัมผัสกับใจรู้แล้วใจรู้จะเข้าไปกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ...จะรู้เอง พอถึงจุดนั้นก็เรียกว่า อาสวักขยญาณ เกิดแล้ว 

ศีล สมาธิ ปัญญา หมดหน้าที่แล้ว ...ไม่ระวัง ไม่ดู ไม่สังเกต ไม่อะไรแล้ว เป็นอิสระ อยากพูดอยากคิด อยากทำอะไร อยากมีอารมณ์ทำเลย ไม่เกี่ยว ทำปุ๊บจบปั๊บ  มีอารมณ์ปั๊บ เกิดปั๊บ ตั้งอยู่ปุ๊บ ดับไปปั๊บ..จบ จบแบบปิดฉากเลย

ไม่มี to be continue ไม่ต่อเนื่อง  อยากโกรธโกรธไป อยากอะไรเอาเหอะเป็นธรรมชาติของมัน ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของสิ่งที่ถูกรู้กับธรรมชาติรู้  มันไม่สามารถจะมากลมกลืนกันได้ มันแยกขาด หมดสิ้น

เพราะฉะนั้นในระหว่างที่เรายังอยู่ระหว่างสิ่งที่ถูกรู้กับรู้นี่  การที่จะชำระใจ หรือสิ่งที่อยู่ภายในใจที่เป็นอวิชชาตัณหาอุปาทาน  สำคัญ...อย่าไปยุ่ง อย่าเข้าไปหาอะไรกับอาการ อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปรังเกียจมัน ... ถึงบอกว่าถึงจุดนี้...ไม่แก้ ไม่หนี ทนเอา

เพราะในการที่จะละตัณหา ละอุปาทาน เบื้องต้นผลของมันคือทุกข์...ทุกข์แน่นอน มันไม่ยอม  เพราะใจผู้รู้น่ะมันจะแสดงอาการไม่ยอม ขัดขวาง ดิ้นรน กระวนกระวาย ...ก็ทนเอา

เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ คลายออกเอง จะคลายออก มันคลายได้เป็นเคสๆ ไปน่ะ คลายแล้วคลายเลย  อย่าหวนนะ ...ชอบหวน เสียดาย เดี๋ยวไม่ได้ เกิดใหม่ เคยวางได้แล้ว เฮ้อ ต่อไปอีกหน่อยวะ ...เสียดาย ยอม ให้มันต่อเนื่องไป


โยม – เพิ่งเมื่อวานเองค่ะอาจารย์ ไปกินของอร่อย แหมมันอร่อย พอเรากินไปแล้วเราดูลงไปที่ใจ ทำไมมันไม่ยินดี  คือปกติเวลาเรากินของอร่อยแล้วมันจะมียินดีใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ใช่ ชอบความอร่อย


โยม – มันไม่มีความยินดี มันกลายเป็นเฉยๆ กินของอร่อยแต่มันกลับไม่ยินดี

พระอาจารย์ –  มันเสียดายอารมณ์ที่เคยได้ ที่เคยมี นั่นเขาเรียกว่าใจมันกระหวัด กระหวัดย้อนจะหวนสัญญา อุปาทาน มันยังไม่ขาดในสัญญาอุปาทาน


โยม – แล้วพออีกรอบนึง พอทานปุ๊บ คราวนี้เห็นแล้วความยินดีเกิดขึ้นมาแวบเดียว แต่พอเห็นปุ๊บ มันดับไปเลย

พระอาจารย์ – ดับเลย อย่าเสียดาย ...ด้วยความเด็ดเดี่ยว  เข้าใจคำว่าเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมั้ย ไม่อาลัยน่ะ ไม่งั้นมันจะไม่อนาลโย ...ขาดแบบยังมีเยื่อใย ตัดบัวแล้วยังเหลือใย ต้องตัดอาลัยโดยไม่มีเมตตา ...ถึงจะเรียกว่าเป็นนักรบ ไม่ให้มันอ้อล้อ ต่อล้อต่อเถียง ไม่ให้มันเชื่อมไม่ให้มันผูกไม่ให้มันพันได้

อาการพวกนี้ นิดๆ หน่อยๆ นี่ ละเอียดนะ ละเอียดยังไง คือเรามักจะมองข้าม แล้วก็ซ้ำซากอยู่ตรงนั้นแหละ มันก็เลยไม่สะเด็ดน้ำน่ะ มันไม่สะเด็ดน้ำสักที ...มันก็พัวพัน กลายเป็นความเศร้าหมอง ขุ่น อยู่ภายใน มันไม่แจ้งๆ มันไม่โล่ง ไม่อิสระ

มันเป็นใยที่บางเบามาก ต่อไปมันจะบางเบายิ่งกว่านี้อีก พอเจอความไม่มีอะไรเข้าไปนี่ เหอะ เจอความว่าง กระทบอะไรก็ว่างๆๆ ... ไปสำคัญเลยว่าใจเราว่างเลย ไปนอนตีพุงอยู่ในว่างแล้ว สบายกูล่ะ ใจเป็นว่าง...ว่างเป็นใจเลย

คือมันเป็นตามลำดับขั้นเลยนะ ยังไงก็ต้องผ่านทุกคนแหละ บอกให้เลย รูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ ผ่านหมด ...ทั้งๆ ที่มันไม่ได้นั่งหลับหูหลับตาทำสมาธิเลย 

แต่มันเป็นเปลือกของใจ  มันต้องผ่านอยู่แล้ว แต่มันจะผ่านยังไง ...บางทีก็สงสัย มันจะเป็นอรูปยังไง ก็ไม่เคยนั่งสมาธิสักแอะนึงอย่างนี้  แต่จิตมันถอยเข้าไปเอง มันถอยเข้าไปได้ บางครั้งเราก็มีแต่ว่ามันจะไม่ชัดเจนเท่านั้นเอง

แต่ว่าพอถึงคราวที่มันเคลียร์หยาบปราณีตละเอียดไปหมดแล้วนี่ เหลือขั้นไม่มีอะไรแล้วนี่ มันถึงจะเห็นชัดเจนขึ้นเอง  ...มันไม่เอาอะไรเลยน่ะ ใจไม่เอาอะไรเลย อารมณ์อะไรก็ตั้งอยู่บนมันไม่ได้เลย มันไม่เอาอะไรเลย ความคิดก็ตั้งบนมันไม่ได้ อะไรก็ตั้งอยู่บนมันไม่ได้เลย อย่างนั้นแหละ ว่างแล้ว เริ่มว่างแล้ว ว่างกับรู้เป็นอันเดียวกัน ว่างกับใจเป็นอันเดียวกัน


โยม – พระอาจารย์ แล้วทำไมเวลาที่กินของอร่อยมากๆ มันก็เห็นว่าใจมันไม่มีอาการยินดียินร้าย แต่เราก็กินไม่หยุดเลยนะเจ้าคะ เราก็ดูตัวเอง โห ซัดใหญ่เลย แต่ก็แบบใจมันไม่ยินดียินร้าย มันไม่ได้ยินดี แต่เราก็ไม่ได้หยุดกินน่ะเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ – อือ ก็ไม่เป็นไรนี่ อย่าไปเดือดร้อน


โยม – ตอนนั้นมันก็ดูเฉยๆ น่ะเจ้าค่ะ คือมันก็ถอยดูอยู่เรื่อยๆ เราก็เห็น แบบลิ้นก็รับรส มันก็รู้สึกอร่อยนะ แค่ใจมันไม่รู้สึกยินดีเท่านั้นเอง

พระอาจารย์ – ก็เป็นแค่มันแสดงอาการ ก็แสดงไป


โยม – ก็แค่ดูมัน

พระอาจารย์ – ก็แค่ดู อย่าไปยินดียินร้าย อย่าไปสงสัย ในอาการนั้นๆ  ไม่เอาถูกไม่เอาผิด ...เพราะว่า หนึ่ง เราเคยคาดไว้ ว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้


โยม – ใช่เจ้าค่ะ เคยลงเครื่องแล้วเห็นภูเขาเชียงใหม่ จิตยินดีพอใจ  แต่คราวนี้เห็นภูเขาเชียงใหม่ เอ้า ทำไมมันไม่มีอาการ

พระอาจารย์ – แล้วก็คาดไว้ด้วยว่า ถ้าเราไม่ยินดียินร้าย มันจะต้องหยุดอาการนี้  เพราะนั้นอาการทางกายคืออาการทางกาย การกระทำคือแค่สักแต่ว่ากระทำ


โยม – นั่นแหละเจ้าค่ะ ที่โยมเห็นภูเขา โยมยิ้ม แต่ทำไมจิตมันไม่มีอาการ โยมก็เห็นว่ามันแยกกันเหรอ ปากก็ยังยิ้มอยู่เลย แต่ว่าใจเราไม่มีอาการแล้ว

พระอาจารย์ – ใช่ แยกกัน คนละส่วนกัน เหมือนน้ำกับน้ำมัน ขันธ์ส่วนขันธ์ รู้ส่วนรู้ ธรรมชาติของขันธ์เขามีอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปใส่ใจดูแลรักษา เขาก็ดำเนินของเขาเอง ...ก็เป็นเรื่องของขันธ์ ไม่ใช่เรื่องของเรา

อย่าเอาเราเข้าไปในขันธ์อีก ถ้าเอาเราเข้าไปในขันธ์ นี่เรียกว่าอุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน  แม้จะไม่ฟุ้งซ่านแบบคิดสะเปะสะปะแต่นี่เรียกว่าอุทธัจจะ...คือเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของขันธ์...โดยคิดว่าถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ 

อุทธัจจะนี่มีตลอด ทุกขั้นตอนเลย ไม่ว่าหยาบ ละเอียด ปราณีตขนาดไหน จะมีอุทธัจจะว่า เอ๊ะ อะไร เอ๊ะ..ๆ ... แค่เอ๊ะ นี่ อุทธัจจะแล้ว ...ต่อไปนี่ ในขั้นที่ภูมิธรรมภูมิจิต ปัญญาขั้นละเอียดนี่ เอ๊ะ โดยที่ไม่มีความเห็น เอ๊ะ โดยที่ไม่มีความคิด นี่ก็อุทธัจจะแล้ว


โยม – เพราะมันจะเหมือนมีความรู้สึกนั้นขึ้นมานิดนึง แล้วเราเห็น ความรู้สึกนั้นมันก็ดับไป แต่เรารู้ว่ามันมีอะไร something กึ๊ก ขึ้นมา

พระอาจารย์ – ใช่ ถ้ามันทันก็ดับเลย อาการนั้นแหละเรียกว่าอุทธัจจะแล้ว มันขยับ มีการขยับแกว่ง เกิดดับ ...พอรู้ปุ๊บ เกิดดับเลย

นั่นน่ะเป็นเปลือกของใจ ไม่ใช่เปลือกหรอก เป็นสิ่งที่อยู่ภายใน อวิชชาตัณหาอุปาทาน แต่ขณะตรงนั้นน่ะ จะไม่เรียกนะว่าเป็นอะไร ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอวิชชา ไม่รู้เลยว่าเป็นตัณหา และไม่รู้ว่าเป็นอุปาทานรึเปล่า แต่เห็นมันเพียงแค่ “พล้อบแพล้บ” เท่านั้นเอง

นั่นแหละ เป็นเรื่องของปรมัตถจิต ไม่มีบัญญัตินะ นอกเหนือบัญญัติสมมุติ  ถึงบอกว่า เกินกว่าจะเอาสมมุติบัญญัติไปใส่ให้มันน่ะ ไม่รู้จะเอาอะไรใส่ให้มัน  แต่ถ้าพูดไปนะ เราจะเข้าใจลึกๆ เลย มันรวมหมดเลย 

ถ้าไม่เห็นตัวนี้ แล้วตัวนี้ออกไปนะ มันรวมหมดเลย ทั้งโลกธาตุเลย...เข้าไปหมายมั่นในโลกธาตุ ได้หมดเลย... แค่เนี้ย นิดเดียวเองนี่แหละ ก่อเกิดได้ยาวเหยียดเป็นวัฏฏะๆ นึงเลย ...เพราะงั้นที่เห็นแค่นิดเดียวนี่ ...ยิ่งใหญ่ มหาศาล อนันตาจักรวาล...ดับลงในที่เดียว  เห็นมั้ย ...แต่ดูเหมือนธรรมดามากเลย ปกติมากเลย

แต่เวลาพวกเราไปฟังธรรมครูบาอาจารย์นี่ โอ้โห ท่านพูดพิสดารยิ่งใหญ่มโหฬารใหญ่โต หูย แทบล้มประดาตายกว่าจะได้ ...แล้วพอเรามาเห็นอย่างนี้ ...อะไรวะเนี่ย ปกติธรรมดาอย่างยิ่งเลย เป็นเฉยๆ ธรรมดา เห็นแล้วไม่ได้ตื่นเต้นตกอกตกใจ ดีอกดีใจอะไร ธรรมดา เรียบง่าย ธรรมดาจริงๆ

ยิ่งมาก มากขึ้น ยิ่งเห็นอะไรเป็นธรรมดา แม้แต่สิ่งที่ปรากฏในใจก็ธรรมดาจริงๆ อาการที่เป็นสภาวธรรมเกิดดับ หรือว่าวิปัสสนาญาณ หรือว่าญาณ หรือว่าปัญญาญาณ หรือว่าท่านเรียกว่าญาณวิมุตติทัสสนะ ก็แค่เนี้ย ธรรมดาเลย

เพราะงั้นเห็นมั้ย ผลของการที่เราเห็นเป็นธรรมดา ไม่ได้ยิ่งใหญ่ หรือว่าไม่ได้ใหญ่โต หรือว่าไม่ได้พิสดารหรือว่าเอาเป็นเอาตายทำกว่าจะได้มา  ผลคือว่ามานะ ทิฏฐิ มานะ..อัสมิมานะ ไม่มีนะ

มันก็เหมือนปกติ เหมือนคนทั่วไป ไม่ได้ว่าประหลาดมหัศจรรย์กว่าคนอื่นเลย ...ไม่ใช่ว่า โอ้โหย ต้องเอาเป็นเอาตาย ต้องใช้ความเพียรอย่างยิ่งหรือว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ โหยต้องมากมาย

เพราะงั้นมันวางในแบบ เรียบง่าย ธรรมดา ปกติ เป็นกลาง  เห็นแล้วก็ดับไป  บางทียังไม่รู้เลยมันหมายความว่ายังไง ถ้าเราไม่ได้ไปคิด ไม่ได้ไปคำนึง ไม่ได้ไปใส่ชื่อใส่นามอะไรให้มันนะ มันก็แค่นั้นเอง ...แต่ลักษณะนี้มันจะเป็นอิสระขึ้น 

อย่าเสียดาย อย่าเสียดายอารมณ์ ยินดียินร้าย อย่าเสียความเห็นที่เปลี่ยนไป ...เพราะมันเคยชินในความเห็นเดิมๆ ...บอกแล้วไง การปฏิบัติเบื้องต้น.. เห็นภูเขาเป็นภูเขา พอเริ่มปฏิบัติไป....เห็นภูเขาไม่ใช่ภูเขา ปฏิบัติไปเรื่อยๆ .... ก็กลับมาเห็นภูเขาเป็นภูเขาเหมือนเดิม..แต่ใจ ไม่เหมือนเดิม

เพราะฉะนั้นระหว่างที่มันจะสลับสับเปลี่ยนระหว่างทิฏฐิความเห็น ...อย่าสงสัยด้วยอุทธัจจะ ...ให้มันเป็นไป ยังไงยังงั้น ๆ อยู่ที่ใจ รู้ ๆ อย่างเดียว รู้อยู่ที่รู้ ให้มั่นใจลงไปที่รู้ที่เดียว ทั้งโลกธาตุเหลือแค่รู้ แค่นั้นเอง

ไม่เอา ไม่มี ไม่เป็น ไม่เข้าไปมี ไม่เข้าไปเป็น ในอาการใดอาการหนึ่ง ในสภาวธาตุใดสภาวธาตุหนึ่ง ในสภาวธรรมใดสภาวธรรมหนึ่ง แค่นั้นเอง ... มันจะเริ่มสะเด็ดน้ำแล้ว ลอยตัว  ใจมันจะลอยออกมา ลอยออกมาจากขันธ์เลย  เหมือนฟองอากาศ ที่มันเจือปนอยู่ เข้าไปกลมกลืนอยู่กับ...อาการเป็นเรา เราเป็นอาการน่ะ 

ธรรมดา...ใจมันยังมีเชื้ออยู่ เชื้อบ้า มันจะไปบ้ากับอาการอยู่เรื่อย  บ้าแล้วก็เมา สองอย่าง ไม่บ้าก็เมา  เมาก็คือหลงไปในอาการ บ้าก็คือเข้าไปคิดว่า ...มันเป็นยังงั้นหรือเปล่า มันใช่อย่างนี้หรือเปล่า ทั้งที่มันไม่เคยว่ามันเป็นอะไร ไม่มีใครว่า

ไม่มีใครว่านะ... อย่างดอกไม้นี่ ...สวย-ไม่สวย ใช่-ไม่ใช่ ดี-ไม่ดี ...ก็ว่ากันไปตามที่คนว่า เราว่า เขาว่า แต่ถ้ามันว่าได้มันก็บอก '...มึงมายุ่งอะไรกะกู กูไม่ได้เป็นอะไรกับมึง กูไม่เคยรู้เลยว่ากูเป็นอะไร กูเป็นดอกไม้รึเปล่ากูก็ยังไม่รู้ว่ากูเป็นดอกไม้  กูเป็นอย่างนี้ กูเป็นสภาวะหนึ่งที่ตั้งอยู่ แล้วยังไม่ทันดับ..' (หัวเราะ)... มันก็แค่นั้นเอง

'...ถูกรึเปล่า ผิดรึเปล่า กูยังไม่รู้เลยว่ากูเป็นอะไร กูจะไปบอกได้ยังไงว่ากูถูกหรือกูผิด  ทำไมช่างสรรหา ทำไมช่างเสกสรรปั้นแต่งให้กูมีกูเป็นอยู่เรื่อย โดยที่กูไม่เคยมี..กูไม่เคยเป็นอะไร'

สภาวธรรมตามความเป็นจริง สภาวธาตุตามความเป็นจริงน่ะ เขามีอยู่แล้วเขาเป็นอยู่แล้ว...ตามที่เขามีตามที่เขาเป็น ...แต่ว่าเป็นโดยที่ไม่เป็น มีโดยที่ไม่ได้มี  นั่นแหละความเป็นจริง นี่ เข้าไปเห็นความเป็นจริงถึงที่สุด ที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ที่สุด...มีก็ไม่ได้มี เป็นก็ไม่ได้เป็น คือสภาวธรรมตามความเป็นจริง

แต่ถ้ายังมียังเป็น ยังไม่มียังไม่เป็น อันนั้นถูกหลอกแล้ว มันตกไปอยู่ภายในสมมุติบัญญัติ...โลก ความเห็นของโลกที่แบ่ง ... สภาวธรรมตามจริงมันมีในความมีอยู่ มีในฐานะที่เรียกว่าสัมผัสได้ แตะต้องได้  แต่ความไม่มีคือมันไม่ได้เป็นอะไร...

ไม่ยาก...แต่ไม่ง่าย ... รู้เรื่อยๆ แล้วมันจะค่อยๆ เคลียร์ออก  พอเคลียร์ความเห็นผิดไปเรื่อยๆ ปุ๊บ มันจะแจ้งขึ้นเรื่อยๆ แจ้งขึ้นทีละนิดทีละหน่อย แจ้งแล้วมันจะกว้างขวางออกไป  จะเริ่มเห็นเป็นสิ่งเดียวกันหมด จะเริ่มไม่แบ่งว่านี่เป็นนั่น นั่นเป็นนี่ จะไม่แบ่งนั่นเป็นรูป นี่เป็นนาม  จะไม่แบ่งว่านี่เป็นเรื่องคนนั้นคนนี้ที่แตกต่าง 

นั่นล่ะคือความกว้างที่ไม่มีประมาณ คือไม่แบ่งโดยบัญญัติหรือสมมุติ ...มันจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันหมด หนึ่งเดียวกันในฐานะอาการ หนึ่งเดียวกันในฐานะแค่ธรรมชาติหนึ่งเท่านั้น เป็นธรรมชาติหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่ารูปหรือนาม

เป็นธรรมชาติของไตรลักษณ์ เป็นธรรมชาติที่ดำเนินไปบนวิถีแห่งไตรลักษณ์ ...เห็นเป็นหนึ่งเดียวกันหมด แล้วก็มีใจอีกดวงหนึ่งที่รู้กับธรรมชาตินั้นคู่กัน ... มีเราตรงไหน ของเราตรงไหน...ไม่มีเลย  

พอถึงจุดนั้นเห็นเป็นหนึ่งเดียวกันหมดแล้วนี่ แล้วก็ใจเป็นหนึ่งที่เรียกว่า เอกังจิตตัง ที่อยู่คู่กันกับธรรมชาติที่เป็นหนึ่งเดียวกันหมด ... หาเราไม่เจอแล้ว ไม่เป็นของใครแล้ว เป็นธรรมชาติล้วนๆ หมดเลย

ตอนนั้นก็หมดกัน หมดเรื่องราว หมดเรื่องราวหมดเรื่องที่จะทำ หมดเรื่องที่จะไป จะมา จะมี จะหา จะทำอะไร...ไม่มี  เพราะไม่มีทั้งผู้เสวยและผู้กระทำ มีแต่ธรรมชาติที่อยู่ร่วมกันโดยสันติ 

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง , นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานัง ปรมัง สันติ คือเป็นสันติอย่างยิ่ง เพราะว่าเห็นเป็นแค่ธรรมชาติ ... สรรพสิ่ง อนันตาจักรวาลเป็นธรรมชาติหนึ่ง แล้วก็มีใจอีกหนึ่งอยู่คู่กันอย่างสันติ ...หยุดหมดเลย จะหยุดหมด ไม่มีผู้กระทำ ไม่มีผู้รู้ แล้วแต่มันแสดงอาการ เหมือนน้ำกลิ้งบนใบบัว


โยม – แล้วเมื่อก่อนเวลาโยมรู้สึกตัว โยมจะรู้สึกว่า โยมน่ะดูสิ่งที่ถูกรู้  แต่ตอนนี้พอโยมรู้สึกตัวขึ้นมาปุ๊บ สิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่รู้ โยมเห็นสองตัวนี้ มันจะขึ้นมาพร้อมกันปุ๊บ แล้วก็ดับไป อย่างนี้เจ้าค่ะ

พระอาจารย์ – อือ ก็อย่างนั้นล่ะ


โยม – โยมก็ดูอย่างที่พระอาจารย์บอก โยมก็ดูไปว่า อย่างเวลามามันมาเอง โยมก็ดูไป  อย่างวันนั้นไปห้างแล้ววุ่นวายมาก แต่ก็เห็นสองตัวนี้ขึ้นมาพร้อมกันสองตัวแล้วก็ดับ ขึ้นมาสองตัวแล้วก็ดับ อยู่ๆ เดินๆ อยู่ใจมันก็ขึ้นมาตั้งมั่น มีปีติ โยมก็ ..เอ๊า มาเองจริงๆ ด้วย เพราะเราไม่ได้เดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ มันขึ้นมาเอง พอดูไปสักพัก...มันก็ดับไปเอง

พระอาจารย์ – อือ แค่นั้น ไม่มีอะไร สุดท้ายเหลือแต่แค่เห็นน่ะ นั่นแหละ แล้วอยู่ที่เห็นนั่นแหละ ...ตรงเห็นน่ะเป็นตัวเป็นตนมั้ย ตรงเห็นมีหน้าตาของเรามั้ย  เป็นแค่อาการหนึ่งเท่านั้นเองนะ เห็นไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันเหลือแค่...เห็นรอบ เห็นแจ้ง รู้แจ้ง


โยม – แต่เมื่อก่อน อย่างโยมเห็นแค่นี้ โยมคิดว่าโยมเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่พอมาเห็นอย่างนี้สองอัน รู้สึกว่าความรู้น่ะมันกว้างขวางมาก

พระอาจารย์ – เหมือนกบในกะลาน่ะ เหมือนกะลาที่คว่ำแล้วหงายออก ปัญญานี่เหมือนอย่างนั้น มันจะเห็นเลยแต่ก่อนเราเหมือนกบในกะลา  แต่ตอนนี้ถ้าเผื่อเราหงายออก เรามองไม่เห็นได้ยังไงวะเนี่ย  แต่ก่อนเรามองไม่เห็นได้ยังไงวะเนี่ย

มันก็มีอยู่อย่างนั้น ทุกอย่างเป็นปกติหมดเลย แต่ไม่เห็นเลยน่ะ ...พอเดี๋ยวนี้มันเห็นได้กว้างไกลมาก แล้วก็สามารถรวมกันเป็นเรื่องเดียวกันได้หมด ว่าไม่มีอะไรหรอก  มันเป็นของเขาอู้กัน


โยม – แล้วตอนนี้จิตมันก็ทำอะไรเองให้เห็นนะเจ้าคะ อย่างวันก่อนนั่งแท็กซี่แล้วแบบมันฟุ้งมาก โยมก็เห็นมันฟุ้งมาก โยมก็ดูมัน แต่พอเราไม่มีอะไรไปแทรกมัน มันก็ดูกายลงไปเองเหมือนดูกระดูก พอดูอย่างนี้ไปปุ๊บ ก็เห็นจิตน่ะมันแหวกความฟุ้งซ่านออกมา มันแหวกเข้าไปหาความสงบข้างใน แล้วมันเข้าไปอยู่กับความสงบยินดีพอใจสักพัก เราก็แค่ดูมัน แล้วมันก็ดับไป คือบางทีเขาก็เข้าไปพักของเขาเองโดยที่ไม่ได้นั่งสมาธินะเจ้าคะ

พระอาจารย์ – อือ  จิตสักแต่ว่าจิต จิตก็สักแต่ว่าจิต ไม่ใช่เรื่องของเรา เราไม่ต้องบังคับ เราไม่ต้องควบคุม เราไม่ต้องอะไรกับเขา ...ตามเหตุปัจจัยอันควรพั้บ มันก็สร้างปรากฏการณ์นั้นๆ ขึ้นมาในจิตขึ้นมา ... แต่มันมีใจที่รู้เห็นอีก ...เห็นมั้ย คนที่เห็นน่ะ

(ต่อแทร็ก 3/5)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น